วิธีการต่อเรือไฟเบอร์กลาสขั้นพื้นฐาน (1)

วิธีการต่อเรือไฟเบอร์กลาสขั้นพื้นฐาน (1) | Thai Boat Club

จากอดีตถึงปัจจุบัน และต่อไปในอนาคตความเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาของวิวัฒนาการด้านการใช้เรือเป็นพาหะทางน้ำ

ในสมัยที่ผู้เขียนยังเป็นเด็ก (ประมาณ  60  ปีที่แล้ว)   ผู้เขียนเกิดและอยู่ใกล้ แม่น้ำเจ้าพระยา  ยังได้เคยเห็นเรือที่สัญจรไปมาบนผิวน้ำ  มีทั้ง เรือข้ามฟาก  เรือพาย ขายกาแฟและขนมขบเคี้ยว  เรือแจว ส่งคนข้ามฟาก  และเรือลากจูงที่มี เรือเอี่ยมจุ๊น บรรทุกข้าว  ผูกโยงติดกันด้วยเชือกมะลิลาขนาดใหญ่นับได้เป็นสิบลำ  เรือทั้งหมดเป็นเรือไม้  มีขนาดและรูปทรงสวยงามแตกต่างกันแต่ที่ประทับใจมากที่สุดคือ  สภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาขณะนั้นมีปลาในเห็น  และบางครั้งก็สำลักน้ำและกลืนน้ำเข้าไปโดยไม่รู้สึกรังเกียจอะไร

ต่อมาตอนที่ผู้เขียนมีอายุเข้ามาสู่วัยรุ่นได้ย้ายบ้านมาอยู่แถวชานเมืองไม่ไกลจาก  คลองแสนแสบ  ซึ่งเป็นคลองค่อนข้างใหญ่ที่ดูสงบร่มรื่น  และก็ยังได้เห็นการสัญจรด้วยเรือที่สัญจรไปมาบนผิวน้ำ  เช่นเดียวกันกับในแม่น้ำเจ้าพระยา  ในระยะเวลานั้นผู้เขียนได้มีโอกาสไปเยี่ยมญาติที่อยู่แถวบางกะปิ  จึงต้องนั่ง เรือจ้าง ซึ่งเป็นเรือแจวที่มีคนแจวอยู่ท้ายเรือ  และผู้โดยสารนั่งอยู่กลางลำเรือมีหลังคาโค้งกันร้อนอยู่เหนือศรีษะ  ตลอดทางมีบ้านเรือนริมน้ำที่มีท่าน้ำทุกหลังและได้เห็นกิจกรรมประจำอยู่เสมอ  เช่น  มีคนตักน้ำจากคลองเอาใส่โอ่งเพื่อใช้งานในบ้าน  มีคนซักผ้า และอาบน้ำริมคลอง  มีเด็กๆเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน  มีผู้คนแจวเรือขายของ  อาหาร  ก๋วยเตี๋ยว  และกาแฟ ทั่วไป  บางครั้งจะมีเรือเมล์สองชั้นขนาดใหญ่  เรียกว่า  เรือเมล์ขาว ซึ่งขนส่งผู้คนโดยสาร และผลิตภัณฑ์จากเรือกสวนไร่นานอกเมืองแถวหัวตะเข้มาส่งที่ประตูน้ำ ผ่านไปมา  และเช่นเดียวกับในแม่น้ำเจ้าพระยา  ก็มีเรือลากจูงลากพ่วงเอาเรือเอี่ยมจุ๊น บรรทุกข้าวหลายลำแล่นผ่านไป  ที่น่าประทับใจเพราะไม่ค่อยได้เห็นมาก่อนคือ จำนวนของ ยกยอ  สำหรับจับปลาทั้งขนาดเล็กและใหญ่เรียงรายเต็มไปหมดทั้งคลอง  แสดงว่าสมัยนั้นจะต้องมีปลาให้จับอยู่มากมายในคลองแสนแสบ    ซึ่งมีน้ำใสเห็นตัวปลาว่ายในน้ำ

ในช่วงเวลาปี พ.ศ. 2494 – 2496   ผู้เขียนได้ถูกส่งไปเรียนในโรงเรียนประจำที่อำเภอศรีราชา   จังหวัดชลบุรี   ระหว่างการเดินทางจะต้องนั่งรถผ่านชายทะเลแถวคลองด่านและต้องนั่งเรือขนส่งข้ามฟาก   ที่แม่น้ำบางปะกง    (สมัยนี้ใช้สะพานข้ามแทน)   ซึ่งยังได้เห็นเรือประมงที่แล่นใบ ออกสู่ทะเล   เพื่อไปลงอวนจับปลาตามโป๊ะไม้ไผ่   ซึ่งปักอยู่เรียงรายเต็มไปทั่วท้องทะเลไม่ไกลจากฝั่ง
ทั้งหมดเป็นความทรงจำในอดีตที่น่าประทับใจไม่รู้ลืม   รวมถึงสภาพของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สงบ และสวยงามหาไม่ได้อีกแล้ว

ต่อมาผู้เขียนได้กลับมา จากการที่ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อในต่างประเทศ  (พ.ศ. 2504  –  2512)  และได้มีโอกาสสัมผัสกับเรืออีก  โดยได้ไปผึกงานและทำงานในอู่ต่อเรือไฟเบอร์กล๊าสในประเทศเยอรมันนีเป็นเวลาสองปี  จากนั้นก็กลับบ้านมาเปิดธุรกิจทำผลิตภัณฑ์และต่อเรือไฟเบอร์กล๊าสที่สุดซอยสุขุมวิท  49 (ซอยกลาง)  โดยสถานที่ทำงานตั้งอยู่ ริมคลองแสนแสบ อีกครั้ง  แต่ครั้งนี้สภาพน้ำในคลองรวมถึงเรือที่สัญจรไปมาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงไม่เหลือเค้าของความสนุกสนานที่หายไป  กลายเป็นน้ำขุ่นข้นมีขยะและสิ่งปฏิกูลลอยอยู่ตามชายตลิ่งส่งกลิ่นของความสกปรกขึ้นมาแทนที่  ยกยอสำหรับจับปลาที่เรียงรายอยู่บนชายตลิ่งก็หายไปมาก นอกจากนั้นตลอดทั้งวัน มีเรือหางยาว  และเรือสองตอน ขนาดใหญ่แล่นรับคนโดยสาร  ซึ่งมีมาขึ้นเรือเกือบจะทุกท่าน้ำของถนนเข้าซอย  ส่งเสียงของเครื่องยนต์ดังหูดับตับไหม้  แม้แต่เรือ ขายของ  และเรือบรรทุกของขนาดทั้งเล็กและใหญ่ก็ยังติดตั้งเครื่องหางยาวกันหมด แต่เรือทั้งหมดยังเป็นเรือไม้ซึ่งส่วนมากใช้ไม้อัด  เป็นวัสดุต่อเรือคงเหลือแต่เรือต่อด้วยไม้กระดานรุ่นเก่าที่ยังเหลืออยู่ไม่มาก

ผู้เขียนมองเห็นความเป็นไปได้ ที่จะต่อเรือหางยาวสองตอนไฟเบอร์กล๊าส  ออกมาสู่ตลาดเพื่อแข่งกับเรือหางยาวสองตอนทำด้วยไม้อัด ซึ่งใช้อยู่ขณะนั้น  แต่ราคาวัสดุไม้อัดถูกกว่าไฟเบอร์กล๊าส  3  เท่า  ทำให้ต้องหาวิธีลดค่าใช้จ่าย   โดยการผลิตเรือไฟเบอร์กล๊าสออกมาคราวละหลายลำๆ  โดยคำนวณว่าจะต้องผลิตเรือไฟเบอร์ให้ได้  15  ลำต่อเดือน จึงจะมีราคาใกล้เคียงกับเรือไม้อัดในขณะนั้น  จึงดำเนินการโดยเจรจากับเจ้าของเรือหางยาวสองตอน (ไม้อัด)  ที่วิ่งรับคนโดยสารอยู่ในคลองแสนแสบ  ขอยืมเรือของเขามา ทำต้นแบบ  โดยได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบใต้ท้องเรือซึ่งแบนเรียบ  ให้มีสันเป็นมุมองศาลบ (Negative chine)  ทั้งสองด้านของขอบใต้ท้องเรือ  โดยแน่ใจว่าจะทำให้เรือวิ่งได้ด้วยความเสถียร (ไม่เลื้อย)  ดีกว่าเรือสองตอนไม้อัด  แต่พอตอนนำออกทดสอบปรากฏว่าคนขับเรือซึ่งถนัดในการขับเรือให้สไลด์ข้างเรือเข้าหาท่า  กลับไม่สามารถขับเรือได้ตามถนัดเพราะเรือไม่ยอมสไลด์ออกด้านข้าง  ทำให้เครื่องหางยาวกลับเหวี่ยงตัวคนขับเกือบตกเรือ  ทำให้ต้องนำเรือไฟเบอร์กล๊าสกลับมาแก้ไขท้องเรือให้เหมือนเดิม  คนขับเรือจึงสามารถขับเรือได้และนำเรือสองตอนไฟเบอร์กล๊าสไปทดสอบวิ่งรับผู้โดยสารต่อไป  หลังจากนั้นไม่นานคนขับเรือหางยาวสองตอนไฟเบอร์กล๊าสได้นำเรือมาคืนบอกว่าใช้ไม่ได้ผล เพราะเวลาจอดผูกเรือติดกับเรือไม้ลำอื่นๆ  เมื่อเวลาที่กาบเรือกระแทกกัน  เรือไฟเบอร์กล๊าสจะมีเสียงดังก๊อบแก๊บทำให้รู้สึกไม่ดีกลัวจะพังเร็ว  ซึ่งผู้เขียนบอกเขาไปว่าอันนี้แก้ไขได้โดยจะเสริมความแข็งแรงบริเวณกาบเรือเพิ่มขึ้น  และเพิ่มขนาดของวัสดุกันกระแทกให้หนาขึ้นก็จะแก้ไขปัญหาได้  แต่เขาบอกว่ามีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเขาไม่เข้าใจว่าทำไมเรือไฟเบอร์กล๊าสจึงวิ่งกระโดดเหมือนควบม้า  ทำให้ผู้โดยสารบ่นไม่อยากนั่งซึ่งเรือไม้ไม่เห็นมีปัญหา  ผู้เขียนจึงขอให้เขาขับไปรับผู้โดยสารแล้วขับเรือมาให้ดูอีกครั้งโดยผู้เขียนขึ้นไปดูอยู่บนสะพานข้ามคลอง  ได้เห็นเรือหางยาวสองตอนวิ่งคู่กันมาลำหนึ่งเป็นเรือไฟเบอร์กล๊าสของเรา  และอีกลำหนึ่งเป็นเรือสองตอนไม้อัด  โดยที่เรือไม้อัดวิ่งมาโดยหัวเรือโยกขึ้นลงแต่คนนั่งบริเวณที่นั่งหัวเรือยังนั่งนิ่งไม่เคลื่อนไหว  ส่วนเรือไฟเบอร์นั้นวิ่งในลักษณะกระเด้งขึ้นลงทั้งลำโดยที่หัวเรือไม่โยกขึ้นลงเหมือนเรือไม้ทำให้ผู้เขียนสรุปได้ว่า  โครงสร้างเรือไฟเบอร์กล๊าสนั้นแข็งแรงกว่าโครงสร้างเรือไม้และไม่ให้ตัวยืดหยุ่นเหมือนเรือไม้  ซึ่งไม่เหมาะที่จะทำเรือโดยสารท้องแบนเหมือนเรือสองตอนควรจะมีรูปทรงที่หัวเรือมีมุมแหลม  เพื่อลดการกระแทกของคลื่นกระทบหัวเรือ  ดังนั้นผู้เขียนจึงยกเลิกโครงการต่อเรือหางยาวสองตอนทำด้วยไฟเบอร์กล๊าสไปเลย

ต่อมามีเพื่อนมาติดต่อถามให้ช่วยดูและแก้ไขท้องเรือสกู๊ตเตอร์ ของเขาซึ่งนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา  ให้วิ่งเลี้ยวด้วยความเร็วได้  เพราะเรือของเขาวิ่งสไลด์ออกด้านข้างขณะเลี้ยวเร็วๆ  จากการไปดูเรือสกู๊ตเตอร์ของเขาพบว่าเป็นเรือท้องแบน   รู้ว่าจะต้องสไลด์ออกด้านข้างเช่นเดียวกับกรณีเรือหางยาวสองตอนที่เคยเจอะมา  จึงแก้ไขโดยยกอกเรือให้สูงขึ้นเป็นรูปตัววี  ไปตามยาวของบริเวณกลางลำเรือพร้อมกับเสริม ดิ้วกันเซ  (Running Strakes)  เพิ่มขึ้นด้วยเพื่อเสริมความแข็งแรงให้ท้องเรือ และทำหน้าที่หยุดเรือไม่ให้สไลด์ออกด้านข้าง  เมื่อนำเรือไปทดสอบในคลองแสนแสบ  โดยให้มีผู้ขับขี่และคนโดยสารนั่งไปบนเรือสกู๊ตเตอร์  2 คน  และให้เลี้ยวด้วยความเร็ว  ปรากฏว่าเรือสกู๊ตเตอร์เลี้ยวกลับลำได้ดีมาก  จนเหวี่ยงเอาคนนั่งหลังกระเด็นตกน้ำไปเลย  นั่นคือผลพวงของประสบการณ์กับเรือหางยาวสองตอนที่ผ่านมาและที่เพิ่มเติมขึ้นมา  ก็คือต้องติดตั้งมือจับด้านหลัง  2  ข้างให้คนนั่งหลังเพื่อความปลอดภัยด้วย

จากการที่ได้แก้ไขท้องเรือสกู๊ตเตอร์จนสามารถวิ่งเลี้ยวได้คล่องแคล่ว  และได้ปรับปรุงด้านความปลอดภัยเช่น  ติดตั้งมือจับทั้งสองข้าง  รวมถึงโครงรับด้านหลังรวมถึงใส่โฟมกันจมบริเวณภายในท้องเรือ  และฝาปิดกันน้ำเข้าเรือในกรณีเรือคว่ำ ทำให้เรือสกู๊ตเตอร์กลายเป็นสินค้าตัวหลักของบริษัทของผู้เขียน  และเป็นที่นิยมชมชอบของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยว ณ. ชายหาดพัทยา, บางแสน และที่อื่นเป็นอย่างมากแต่กว่าจะเป็นเครื่องเล่นยอดฮิตสมัยนั้นก็มีที่มาที่ไปดังจะได้บรรยายต่อไป กล่าวคือๆ ภายหลังจากได้ปรับปรุงท้องเรือสกู๊ตเตอร์ท้องแบนของเพื่อนจนวิ่งเลี้ยวได้ดี จึงนำไปทดลองวิ่งในทะเลที่พัทยา โดยน้องชายของผู้เขียนนำเรือแล่นไปเที่ยวที่เกาะล้าน และเอาเสื้อผ้าไปวางไว้บนโขดหิน ปรากฏว่าโขดหินจมน้ำเพราะน้ำทะเลขึ้นท่วมหมด และเสื้อผ้ารวมถึงกระเป๋าสตางค์ก็หายไปด้วย นั่นเป็นช่วงวิกฤตเพราะจะต้องขับเรือสกู๊ตเตอร์กลับไปพัทยา และน้ำมันเรือก็กำลังจะหมดเพราะขับเรือเล่นจนลืมเรื่องน้ำมันที่ต้องใช้วิ่งเรือกลับฝั่ง กระเป๋าสตางค์ก็หายไปแล้ว จึงได้ความคิดหาเงินโดยถามให้เช่าเรือสกู๊ตเตอร์ ปรากฎว่ามีนักท่องเที่ยวเช่าเรือไม่หยุด โดยรอเข้าแถวกันยาวเพื่อรอโอกาสเช่าเรือ จากวันนั้นมาธุรกิจใช้เช่าเรือสกู๊ตเตอร์จึงเกิดขึ้น ณ.หาดพัทยา และก็ขยายไปตามชายหาดที่ท่องเที่ยวต่างๆ และเป็นที่นิยมชมชอบของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก  ผู้เขียนจึงมีความคิดที่จะขยายการตลาดไปต่างประเทศ ดังนั้น เดือนมกราคม  2521  ผู้เขียนได้นำเรือสกู๊ตเตอร์ไปแสดงในงานนิทรรศการแสดงเรือที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป คืองาน Bootausstellung 1978  ที่เมือง Duesseldorf  ประเทศเยอรมันนี  และได้รับการตอบรับดีมาก มีการสั่งซื้อทยอยมาภายในปีนั้นหลายร้อยลำ ธุรกิจเดินหน้าอย่างก้าวกระโดด  แต่โชคร้ายก็อุบัติขึ้นโดยไม่คาดฝันเพราะ ปลายปีนั้น วันที่  4  ธันวาคม  2521  โรงงานเกิดไฟไหม้เสียหายทั้งหมด แต่ก็ยังมีคำสั่งซื้อจากลูกค้าเข้ามาจึงทำให้เดินหน้าต่อโดยย้ายโรงงานไปอยู่  ณ.ตำบลบางเมฆขาว จังหวัดสมุทรปราการ และผลิตเรือสกู๊ตเตอร์เพื่อส่งออกต่อไป แต่ผลพวงจากวิกฤตการณ์ครั้งนั้นทำให้ผู้เขียนล้มป่วยจนต้องหยุดทำงานเพื่อรักษาตัวเป็นระยะเวลานานถึง   5  ปี  ช่วงเวลานั้นผู้เขียนได้ย้ายบ้านไปอยู่แถวรามคำแหงใกล้คลองแสนแสบอีกครั้ง  ครั้งนี้ในคลองแสนแสบมีแต่ความเงียบสงบ เพราะเรือหางยาวที่เคยวิ่งรับผู้โดยสารหายไปหมด  ทั้งนี้เพราะมีถนนหนทางเกิดขึ้นทั่วไป  มีหมู่บ้านที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นบริเวณชานเมืองมากมาย  และผู้คนนิยมขึ้นรถโดยสารมากกว่าขึ้นเรือ แต่สาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ น้ำในคลองแสนแสบเน่าสนิทมีสีดำ และส่งกลิ่นเหม็นมาก  จึงเป็นเหตุให้ชาวบ้านริมคลองแสนแสบเรียกร้องให้กรุงเทพมหานครซึ่งขณะนั้นผู้ว่าจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้บริหารรีบหาทางแก้ไข ซึ่งมีวิธีหนึ่งที่ทำให้คลองแสนแสบมีสภาพดีขึ้น คือการนำเอาเรือโดยสารขนาดใหญ่ มาวิ่งรับผู้โดยสารในคลองแสนแสบใหม่ซึ่งใบพัดเรือจะทำหน้าที่กวนพลักดันน้ำให้เกิดฟองอากาศ เพื่อเพิ่มจำนวนออกซิเจนให้น้ำเสีย และตีตะกอนก้นน้ำไม่ให้เกิดสะสมอยู่กับที่จนทำให้เกิดแก๊สเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นซึ่งก็ประสบความสำเร็จ เพราะมีผู้โดยสารนิยมนั่งเรือโดยสารมากขึ้น เพราะใช้เวลาเดินทางสั้นกว่ารถเมล์โดยสารมาก แต่ที่ยังต้องแก้ไขคือ เรือโดยสารพ่นควันไอเสียสีดำในขณะวิ่งในลำคลอง สร้างมลภาวะเป็นพิษในอากาศสร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามริมคลองเป็นอย่างมาก ซึ่งได้เรียกร้องให้กรุงเทพมหานครแก้ไขลดภาวะมลพิษโดยด่วน

ต่อมาในปี  พ.ศ. 2537  ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร คนใหม่ (ดร.พิจิต  รัตตกุล)  ได้อนุมัติให้ทำการทดลองสร้างเรือไฟฟ้าไฟเบอร์กล๊าส ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าจากแบตเตอรี่  จำนวน 3  ลำ ซึ่งทางเนคเทค (NECTEC)  ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเป็นผู้ออกแบบและสร้างชุดขับเคลื่อนไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ และติดต่อให้บริษัทของผู้เขียนสร้างเรือไฟเบอร์กล๊าสทั้ง  3 ลำ  โดยผู้เขียนเป็นผู้ออกแบบและต่อเรือตามข้อกำหนดต่างๆที่ให้เอาไว้ล่วงหน้า  การพัฒนาเรือขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เป็นไปด้วยดี  โดยการทดสอบได้กระทำในแม่น้ำเจ้าพระยาหลายครั้ง  เรือทำความเร็วได้ตามกำหนด มีระยะเวลาวิ่งได้นานตามระยะทางที่กำหนด  ไม่มีควันพิษหรือเสียงรบกวนจากชุดขับเคลื่อนแต่มีข้อเสียตรงที่เรือมีน้ำหนักมาก  จนบรรทุกผู้โดยสารได้เพียง  40  ที่นั่ง  ซึ่งความต้องการบรรทุกมีมากกว่านั้นเท่าตัว   นอกจากนั้นจะต้องมีผู้มีความรู้เรื่องไฟฟ้ามาประจำบนเรือ  ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ  ซึ่งต่อมาทางกรุงเทพมหานครได้ยกเลิกโครงการเรือไฟฟ้าไป
สำหรับในอนาคต เรือโดยสารที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า  อาจจะมีความเป็นไปได้ในคลองแสนแสบ โดยการนำเอาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนที่ใช้พลังงานสะอาดอื่นๆ  มาใช้ร่วมกับตัวเรือที่ผลิตด้วยวัสดุไฟเบอร์กล๊าสคอมโพสิท  เช่น ระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริค (HYBRID)  ใช้เครื่องยนต์พลังงานสะอาด เช่น  ไบโอดีเซล, เอ็นจีวี หรือฟิวเซล (FUEL CELL) ร่วมกับพลังงานไฟฟ้า ที่ใช้แบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักเบาแต่ผลิตกระแสได้นานกว่า เป็นต้น  และในอนาคตเนื่องจากสาเหตุโลกร้อน ทำให้มีการคาดคะเนว่า บริเวณชายฝั่งทะเลและบริเวณที่ลุ่มต่างๆ ทั่วโลก อาจจะมีผลกระทบจากพายุรุนแรง และน้ำท่วมสูงและน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานาน  ทำให้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวอาจจะต้องดัดแปลงสภาพความเป็นอยู่แบบ  สะเทิ้นน้ำ สะเทิ้นบก  เช่นบ้านที่อยู่อาศัยอาจจะต้องเป็นแบบลอยขึ้นได้ตามระดับน้ำที่ท่วมสูง  หรือการสัญจรไปมาอาจจะต้องใช้พาหนะที่สามารถแล่นได้ทั้งบนบกและในน้ำ เช่น แอมฟีคาร์ (Amphi car)  การเกษตรอาจจะต้องเป็นชนิดที่ปลูกได้บนบก เช่นระบบไฮโดรโพนิค (Hydroponic)  อาจจะต้องมีเรือพยาบาลมากขึ้นแทนรถพยาบาล (Ambulance) ระบบจัดเก็บขยะและสิ่งปฏิกูลต้องใช้เรือแทนรถ  และสิ่งอื่นๆอีกมากที่จะตามมา

ที่กล่าวมานี้ผู้เขียนเพียงแต่อยากให้ใช้ประโยชน์จากตำรา “การต่อเรือไฟเบอร์กล๊าสเบื้องต้น” เป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมตัวเพื่อใช้ความคิดสร้างสรรค์เตรียมการเอาไว้ก็จะเป็นการดี  เพราะทั่วทุกแห่งในโลกอาจจะเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นได้  ใครคิดได้ก่อนและทำได้ก่อนก็ย่อมได้เปรียบ  อย่าลืมทำวิกฤตให้เป็นโอกาสเหมือนกรณีเรือสกู๊ตเตอร์

วิธีการต่อเรือไฟเบอร์กลาสขั้นพื้นฐาน (2)

Comments

About the author:

Captain Hippo

. Follow him on Twitter / Facebook.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *