วิธีการต่อเรือไฟเบอร์กลาสขั้นพื้นฐาน (4)

วิธีการต่อเรือไฟเบอร์กลาสขั้นพื้นฐาน (4) | Thai Boat Club

บทที่ 4 การต่อเรือด้วยวัสดุไฟเบอร์กล๊าสคอมโพสิทเบื้องต้น

จากตารางแสดงคุณสมบัติของวัสดุและการใช้งาน ทำให้ประเมินได้ว่า วัสดุคอมโพสิท เหมาะที่จะใช้ต่อเรือมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่ทำให้น้ำหนักเรือเบาแต่แข็งแรง และมีอายุใช้งานได้นาน โดยมีการซ่อมบำรุงที่ง่ายและทำน้อยครั้ง อีกทั้งสามารถออกแบบให้สวยมีความโค้งมนได้ตามที่ต้องการ ออกแบบและยังสร้างง่าย  โดยไม่สิ้นเปลืองแรงงานและวัสดุ เนื่องจากหล่อขึ้นรูปด้วยการใช้ แม่แบบเปิด (OPEN MOLD)  และมีแรงกดของสุญญากาศช่วยในการกดอัด (VACUUM  ASSISTED PRESSURE)  ทำให้รูปร่าง, ผิวหน้า และโครงสร้างของเรือทุกลำที่ต่อขึ้นมาเหมือนกันหมด  การดูแลผิวหน้าของตัวเรือไม่ยุ่งยาก, ไม่สิ้นเปลืองเวลาและวัสดุที่ต้องใช้เคลือบให้คงทนต่อการกัดกร่อนของน้ำทะเล, สภาพลมฟ้าอากาศ, แสงแดด (แสงอุตร้าไวโอเล็ท หรือ UV – RADIATION) รวมไปถึงการที่ตัวเพรียงในน้ำทะเลไม่สามารถกัดกินเข้าไปในเนื้อวัสดุของผิวหน้าของเรือคอมโพสิตได้ การป้องกันการจมของเรือทำได้โดยการใช้วัสดุเสริมแรงที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงและเพิ่มความหนาให้กับเปลือกเรือรวมไปถึงการใช้เป็นโครงสร้างเสริมแรงอื่นๆ ของตัวเรือ แต่ไม่เพิ่มน้ำหนักให้เรือมากเช่น โฟมเซลปิด (CLOSED CELL FOAM) ไม้ที่มีน้ำหนักเบา(ENDGRAIN BALSA WOOD) และวัสดุที่มีลักษณะที่เป็นรังผึ้ง (HONEYCOMB MATRIALS) ซึ่งเมื่อนำวัสดุเหล่านี้มาเสริมความแข็งแรงของผิวหน้าทั้งสองด้านของเปลือกเรือ ด้วยเรซิ่น (POLYMER MATRIX) เสริมแรงด้วยเส้นใยเสริมกำลัง (REINFORCED FIBERS) ทำให้เกิดเป็นลักษณะ โครงสร้างแซนด์วิช (SANDWICH CONSTRUCTION)  ซึ่งเพิ่มความแข็งแรงให้ตัวเรือ และขณะเดียวกันทำหน้าที่เป็น ตัวกันจม (BOUYANCY) ไปในตัวด้วย

การเสริมความแข็งแรงให้กับส่วนที่รับแรงกดเมื่ออยู่กับที่ หรือ STATIC LOAD  เช่น เมื่อนำเรือขึ้นมาตั้งอยู่บนฝั่ง (บนบก) นั้น แรงกดของน้ำหนักเรือลงบนแคร่ที่รองรับเรือ จะทำให้เปลือกท้องเรือ ถูกกดเว้าเข้า (WARPED)  จึงจำเป็นจะต้องเสริมกำลังให้เปลือกเรือ ณ จุดนั้น โดยการเสริมเอ็นรับแรงตามยาว หรือกระดูกงูเรือ (BOAT STRINGERS) ทำด้วยไม้เสริมด้วยไฟเบอร์กล๊าส (FRP)  ส่วนการเสริมกำลังทางขวางของตัวเรือ เพื่อรับแรงตามขวาง  (TRANSVERSE FORCE)  ซึ่งเป็นแรงทำให้ลำตัวเรือบิด ทำได้ด้วยการนำแผงกั้นขวางลำเรือที่ตั้งและยึดติดกับกระดูกงูตามยาวซึ่งเรียก แผงกั้น ทับศัพท์ว่า บัลค์เฮด (BULKHEADS)  เข้ากับเปลือกเรือ ในการที่เรือวิ่งด้วยความเร็วเมื่อหัวเรือชนคลื่น จะเกิดแรงกระแทก (SHOCKLOAD) เกิดขึ้นกับตัวเรือ ทำให้โครงสร้างของตัวเรือต้องรับแรงที่มากระทำโดยแตกออกเป็นแรงที่กระทำกับส่วนต่างๆ จะมากหรือน้อย ก็แล้วแต่ องศาของแรงที่กระทำ (ANGLE OF FORCE) และความแรงของการกระแทก (STRENGTH OF FORCE)  ดังนั้นรูปทรงของโครงสร้างตัวเรือ จะต้องเป็นรูปกล่อง(BOXLIKE SHELLS) โดยประกอบเข้าด้วยกันของส่วนต่างๆ ของตัวเรือ ได้แก่ เปลือกเรือ (OUTER SHELLS) ซึ่งประกอบด้วยส่วนท้องเรือ (HULL) และส่วนบนเรือ (DECK) โครงสร้างภายในเรือประกอบด้วย โครงสร้างรับแรงตามยาว ( LONGITUDINAL STRINGERS)และโครงสร้างรับแรงตามขวาง (TRANSVERSE BEAMS หรือ BULKHEADS)  นอกจากนั้นยังมีการเสริมแรงตามจุดที่รับแรงเพิ่มเติมเช่นแท่นรับเครื่องยนต์ (ENGINE SUPPORTS)  สำหรับเรือเครื่องติดท้าย (OUTBOARD ENGINEBOAT) ใช้เป็นแผ่นท้ายเรือ(TRANSOM) และแผ่นยึดท้ายเรือเข้ากับกระดูกงู (TRANSOM BLOCKS) ส่วนที่รับแรงกระแทกหัวเรือจะเป็นแผ่นปิดหัวเรือ (BOW PLATE) และโครงสร้างยึดหัวเรือ (BOW SUPPORT FRAME) สำหรับเรือหัวป้าน และโครงสร้างกันกระแทกหัวเรือหรือโขนเรือ (BOW STRINGER) สำหรับเรือหัวแหลม

เปลือกเรือนอกจากจะใช้ระบบโครงสร้างระบบแซนด์วิช ทำให้มีความแข็งแรงและมีน้ำหนักเบาแล้ว ยังมีวิธีการขึ้นรูปท้องเรือ ให้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันโดยใช้ประโยชน์ของรูปทรงของท้องเรือ ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางเพิ่มสมรรถนะของเรือได้เพิ่มขึ้นอีก เช่นดิ้วกันเซ และยกเรือ (LIFTSTRAKES) ขอบข้างใต้ท้องยกสูงเพื่อยกเรือและกันน้ำกระเซ็น (CHINE STRAKES), ท้องสเต็ป เพื่อลดแรงต้านของผิวน้ำ (STEP HULL) , ท้องรูปปีกนกนางนวล (GULL WING) เพื่อการทรงตัว, และบรรทุกเพิ่มขึ้น  ท้องเรือที่ออกแบบเพื่อใช้กำลังลมอัดแน่นใต้ท้องเรือ เพื่อยกตัวเรือ (AIRCUSHION EFFECT) เป็นต้น

4.1 การออกแบบเรือ ตามวัตถุประสงค์ของการใช้เรือ ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นในบทที่ 2 เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของการใช้งานเรือมาแล้ว  ขั้นตอนนี้จะได้กล่าวถึงการออกแบบเรือให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการใช้งานต่อไป

4.1.1   เรือท้องแบน (FLAT BOTTOM BOAT)
เรือท้องแบนท้องโค้ง – วิ่งช้า (FLATBOTTOM – SLOW RUNNING)

เรือท้องแบนท้องเรียบ – วิ่งเร็ว (FLAT BOTTOM BOAT – FASTRUNNING)
ข้อแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจาก รูปแบบเรือท้องแบน ทั้งสองชนิดก็คือ เรือท้องแบนวิ่งช้านั้น ท้องเรือตามยาวเป็นรูปโค้งงอนขึ้นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งเป็นลักษณะของเรือท้องดันน้ำ (DISPLACEMENT HULL) ตามที่บรรยายเอาไว้ในบทที่ 2.3.1 ส่วนเรือท้องแบนวิ่งเร็วนั้น ท้องเรือจะยาวกว่าเรือท้องแบนวิ่งช้า   เพราะส่วนหัวเรือจะสอบเข้าเป็นมุมแหลม ถ้าองศาของมุมแหลมหัวเรือแหลมมากขึ้นเท่าไร ความยาวของเรือก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ส่วนท้องเรือตามยาวของเรือท้องแบน  ด้านท้ายเรือจะ แบนราบเป็นเส้นตรง (STRAIGHTLINE FLAT) และส่วนหัวเรือจะงอนขึ้น เพื่อรับการปะทะของคลื่นขณะเคลื่อนตัวไปข้างหน้า และทำหน้าที่ผลักดันเพื่อยกหัวเรือให้สูงขึ้น เพื่อเริ่มต้นในการไต่ให้พ้นยอดคลื่น (CLIMB OVER THE HUMP) หลังจากนั้นความเร็วเรือจะทำให้ท้องส่วนที่แบนเรียบสไลด์ตัวไปบนผิวน้ำ (SKIMMING OVER WATER SURFACE) ซึ่งเป็นลักษณะของเรือที่ ท้องเรือลอยบนผิวน้ำ (PLANING HULL)  ตามที่บรรยายเอาไว้ในบทที่ 2.3.3

แบบขึ้นรูปเรือท้องแบน (FLAT BOTTOM BOAT – LAY OUT PLAN)

แบบเปลือกเรือส่วนท้อง

เปลือกเรือส่วนบน

แบบก่อสร้างเรือท้องแบน (FLAT BOTTOM BOAT CONSTRUCTION PLAN)

แบบโครงสร้างเสริมกำลัง ของกระดูกงู (STRINGERS) และผนังขวาง (BULK HEADS)

4.1.2   เรือท้องสูงรูปตัววี (V- BOTTOM BOAT) และเรือท้องสูงส่วนหัว – ท้ายเรือแบน (MODIFIED V- BOTTOM BOAT)

บทที่ 2.2.3 ได้กล่าวถึง คุณประโยชน์ และการใช้งานของเรือท้องสูงรูปตัววี และเรือท้องสูงรูปตัววีบริเวณส่วนหัว และราบแบนลงไปทางท้ายเรือ  ซึ่งเรือทั้งสองแบบเป็นเรือที่มี ท้องเรือลอยบนผิวน้ำ (PLANING HULL) ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดระว่างเรือทั้งสองแบบคือเรือท้องโมดิฟายวี จะยาวกว่าเรือท้องวี สูงเพราะท้องเรือที่เรียบแบนลงของท้องเรือโมดิฟายวี จะต้องค่อยๆ ลดองศาตัววี (V- ANGLE) ลง ทำให้องศาตามยาวของท้องเรือไปท้ายเรือ ค่อยๆลดลงด้วย เพื่อที่จะทำให้ท้องเรือส่วนหัวไม่เชิดขึ้นมากจนเกินไป จนเกิดอาการกระโดดคลื่น (BOW JUMPING) ของหัวเรือ และท้องเรือตัววีสูง จะมีคิ้วกันเซ และยกตัว (LIFT STRAKES) มากกว่าและยาวกว่าของท้องเรือโมดิฟายวี ทั้งนี้เพื่อการป้องกันอาการโคลงเคลง (INSTABILITY) ของท้องเรือรูปตัววีสูง เมื่อขับด้วยความเร็วต่ำ และป้องกันอาการพลิกไปมาด้านข้าง (CHINE WALKING) ของท้องเรือรูปตัววีสูง ขณะวิ่งเร็วยังไม่มากพอ

แบบขึ้นรูปเรือท้องรูปตัววี (LAYOUT PLAN V- BOTTOM BOAT)

แบบก่อสร้างเรือท้องรูปตัววี (CONSTRUCTION PLAN V-BOTTOM BOAT)

แบบก่อสร้างเรือท้องรูปตัววี (CONSTRUCTION PLAN V- BOTTOM BOAT)

ผนังข้าง SIDE PLANKING

กระดูกงูตามยาว STRINGERS

แบบก่อสร้างเรือท้องรูปตัววี (CONSTRUCTION PLAN V- BOTTOM BOAT)

ผนังข้าง SIDE PLANING

กระดูกงูตามยาว STRINGERS

แบบก่อสร้างเรือท้องรูปตัววี  (CONSTRUCTION PLAN V- BOTTOM BOAT)

รูปตัดขวาง บัลค์เฮด (SECTION BULKHEADS) รูปตัดแผ่นท้องเรือ (BOTTOM PLANKING)

4.1.3 เรือท้องกลม (ROUND BOTTOM BOAT)

เรือท้องกลมนั้นมีทั้งวิ่งช้า และวิ่งเร็ว ตามที่ได้บรรยายเอาไว้ในบทที่ 2.2.2. และ2.2.4. โดยที่เรือท้องกลมวิ่งช้าจะมีรูปแบบเป็นลักษณะเรือที่ท้องดันน้ำ (DISPLACE MENT HULL) ตามคำอธิบายในบทที่ 2.3.1  และเรือท้องกลมวิ่งเร็ว  จะมีรูปแบบเป็นลักษณะ เรือที่ท้องกึ่งดันน้ำ (SEMI – DISPLACEMENTHULL) ตามบทที่ 2.3.2

แบบขึ้นรูปเรือท้องกลมวิ่งช้า  (LAYOUT PLAN ROUND BOTTOM – DISPLACEMENTHULL)

รูปเรือกรรเชียง

แบบขึ้นรูปเรือท้องกลมวิ่งเร็ว (LAYOUT PLAN ROUND BOTTOM – SEMI DISPLACE MENTHULL)

รูปเรือหัวธง (สึนามิ)

4.2 การทำโมเดลต้นแบบย่อส่วน
ภายหลังจากการออกแบบเรือตามวัตถุประสงค์ของการใช้งานในบทที่ 4.1 แล้วโดยประเภทของเรือ แบ่งออกได้หลักๆ  3 แบบ คือ
เรือท้องแบน (4.1.1) ซึ่งเป็นแบบที่ทำง่ายที่สุด เนื่องจากรูปทรงของท้องเรือเป็น รูป 2 มิติ (โค้งด้านเดียว) สามารถขึ้นรูปได้ด้วยวิธี การสร้างแบบหงายขึ้น
เรือท้องตัววี (4.1.2) เป็นแบบที่ทำยากขึ้นอีกระดับหนึ่งจากเรือท้องแบน เพราะรูปทรงของท้องเรือรูปตัววี จะเป็นแบบที่หัวเรือแหลมเป็นรูป 3 มิติ (โค้ง 2 ด้าน) แต่ท้องเรือส่วนท้ายเรือเป็นรูป 2 มิติ ซึ่งการขึ้นรูปท้องเรือต้องใช้วิธี การสร้างแบบคว่ำลง
เรือท้องกลม (4.1.3) เป็นแบบที่เป็นรูปโค้ง 3 มิติ ทุกด้าน ต้องใช้วิธีการสร้างแบบหงายขึ้น และคว่ำลง ทั้งสองวิธี แต่ต้องเพิ่มฐานรองรับโครงสร้างกระดูกงู (SUPPORT FRAME GRIDS) ทั้งด้านบนและด้านล่างของท้องเรือ

4.2.1 การสร้างโมเดลต้นแบบแบบย่อส่วน โดยวิธีการสร้างแบบหงายขึ้น
การเริ่มต้นที่จะทำการต่อเรือ เราจำเป็นต้องกำหนดรูปแบบและลักษณะของเรือรวมไปถึงขนาดต่างๆ ของเรือ
ตามวัตถุประสงค์ในการนำเอาไปใช้งาน  โดยการสเก็ตช์ (SKETCH) ภาพแบบ 3 มิติ (THREE DIMENTIONAL)
ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลที่ต้องการเพื่อนำเอาไปถ่ายทอดลงบน แบบเขียนรูป (PLANS) โดยเราสามารถกำหนดมาตราส่วน (SCALE)  ลงบนแบบเขียนรูป เช่น มาตราส่วน 1:50  หมายถึง ช่อง (SECTION) ที่เรากำหนดลงบน แบบเขียนรูป 1 ช่อง เมื่อขยายแบบเท่าตัวจริง (1:1)  ช่อง 1 ช่อง จะมีความกว้างเป็น 50 เท่า ยกตัวอย่างถ้าเรากำหนดในแบบเป็น 12 ช่อง กว้างช่องละ 2 ซม. ความยาวของแบบเขียนรูปจะเท่ากับ 12×2 = 24 ซม.  และถ้าเราต้องการขยายแบบให้เท่าตัวจริง  ความยาวของแบบตัวจริง จะเท่ากับ 24 X 50 = 1200 ซม. การเขียนแบบซึ่งจะใช้ทำการก่อสร้าง ในที่นี้หมายถึง ต่อเรือ เรียกแบบที่เขียนขึ้นมาว่า แบบที่ใช้ทำ การสร้าง (CONSTRUCTION PLANS)โดยจะมีการเขียนแบบ ตามข้องมูลของ  แบบสเก็ตช์ 3 มิติ ที่ได้กำหนดเอาไว้ ก่อนหน้า เอามาลงบนแบบที่ใช้ทำการสร้างอย่างน้อย 4 แบบ คือ

1. แบบที่มองจาก ด้านข้างของเรือ (SIDE VIEW PLAN)
2. แบบที่มองจาก ด้านบนและด้านล่างของเรือ อย่างละครึ่งลำ (TOP AND BOTTOM VIEW PLAN)
3. แบบที่มองจาก ด้านหน้าและด้านหลังของเรือ (FRONT AND REAR VIEW PLAN)
4. แบบที่มองเห็นรูปตัดขวางกลางลำเรือ (GROSS SECTION PLANS) ซึ่งอาจจะมีหลายส่วนแล้วแต่ต้องการจะให้เห็นส่วนไหนของตัวเรือ เช่นกระดูกงู (STRINGERS) แผ่นกั้นตามขวาง หรือบัลค์เฮด (BULK HEADS)  เป็นต้น

การเขียนแบบสเก็ตช์ และแบบร่างใช้กระดาษ A4  ใช้แล้วตามสำนักงานก็ได้ เพราะจะต้องเขียนขึ้นรูปหลายๆ แบบจนกว่าจะเป็นที่พอใจ โดยใช้ดินสอ, กบเหลาดินสอ, ยางลบ ชุดเครื่องมือเขียนแบบราคาถูก, เครื่องมือวัดองศา, เครื่องมือเขียนโค้ง, ไม้บรรทัดพล๊าสติกอย่างอ่อนที่โค้งแล้วไม่หัก, ไม้บรรทัดสเตนเลส (ฟุตเหล็ก), กระดาษกาว, เป็นเครื่องมือสำหรับเขียนแบบ, เมื่อเขียนแบบร่างเสก็ตซ์เสร็จแล้วต้องกำหนดขนาดต่างๆ ลงไปในภาพสเก็ตซ์ เพื่อที่จะนำเอาไปถ่ายทอดลงบนแบบขยายต่อไปได้  ขนาดของเรือจะต้องมีสัดส่วนที่สมดุล เพื่อความสวยงาม, สภาพการใช้งาน, ความเหมาะสมในการใช้งาน, ถูกหลักการทางฟิสิกส์ เช่น รูปทรงของท้องเรือที่ไม่ต้านน้ำ (HYDRODYNAMIC)  การถ่วงน้ำหนัก (WEIGHT BALANCE) ของเรือให้พอดี, ความคงทนต่อสภาพใช้งานในท้องน้ำที่แตกต่างกัน (WORTHINESS AGAINST WIND, WEATHER AND WATERCONDITIONS) สิ่งเหล่านี้เป็นข้อแตกต่างของความรู้ ความชำนาญของผู้ออกแบบเรือ (NAVAL ARCHITECTS)  แต่ในที่นี้เป็นการแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะหาความรู้ในการต่อเรือ จึงไม่ต้องรู้สึกลงไปในรายละเอียดมากนัก  ผู้เขียนอยากให้หาซื้อหนังสือเกี่ยวกับเรือเก่าๆ ที่หาได้แถวจตุจักร มาเปิดดูรูปแบบของเรือชนิดต่างๆ แล้วใช้ไม้บรรทัดวัดขนาดของเรือในรูปหาความยาว, ความกว้าง, และความสูงของเรือที่ต้องการสร้างเรือที่ผู้เขียนจะนำมาใช้ในการสอนจะเป็นสูตรในการหาความสมดุลของขนาดของเรือที่ต้องการสร้างเรือที่ผู้เขียนจะนำมาใช้ในการสอนเป็นเรือใช้งานทั่วไปขนาดเล็ก(TENDER)  โดยมีขนาดของเรือดังนี้: ความยาว = 3.55  ม., ความกว้าง = 1.60  ม.,  ความสูง  =  0.05  ม.

ดังนั้น  อัตราเปรียบเทียบของความยาว : ความกว้าง =   3.55  = 2.2  (โดยประมาณ)  และอัตราเปรียบเทียบของความกว้าง : ความสูง = 1.60 = 3.2   หรือถ้าเอาความสูง = 1, ความกว้างจะเป็น 3.2  และความสูงจะเป็น 3.2 X 2.2 = 7.04 ดังนั้น อัตราส่วนจะเป็นความสูง : ความกว้าง : ความยาว = 1 :3  :7  (โดยประมาณ)  โดยการสร้างเรือโดยที่ ยังไม่มีความรู้ความชำนาญเพียงพอ ผู้เขียนแนะนำให้สร้างโมเดลต้นแบบย่อส่วนก่อน ซึ่งขนาดโมเดลต้นแบบที่เหมาะสมควรจะเป็นการย่อส่วนใน มาตราส่วน  1 : 5  ทั้งนี้เพราะถ้าทำการต่อเรือเต็มขนาดเท่าตัวจริง จะเป็นการสิ้นเปลืองมาก ถ้าเรือที่ต่อออกมามีข้อบกพร่องต้องแก้ไข ดังนั้นการสร้างเรือโมเดลแล้วนำเอาไปทดสอบใช้งานก่อนที่จะต่อเรือเท่าขนาดจริง จึงเป็นวิธีที่ทุ่นค่าใช้จ่ายได้มาก  และปัจจุบันนี้มีอุปกรณ์และเครื่องยนต์ที่ใช้กับเรือโมเดลมากมายในร้านค้าและห้างสรรพสินค้า จึงสามารถที่จะทำการทดสอบเรือโมเดลของเราให้ใช้งานได้เหมือนจริง

ขนาดของเรือโมเดล ที่จะทำการต่อคือ

มาตราส่วน 1 : 5
ความยาว = 3.55 หาร 5 = 0.71  ม.
ความกว้าง = 1.60 หาร 5 = 0.32  ม.
ความสูง =  0.50 หาร 5 = 1.10   ม.
เมื่อเราได้ขนาดภายนอกของเรือมาแล้ว เราสามารถเขียนแบบที่ใช้ทำการสร้าง โดยวาดแบบบนกระดาษแข็งที่ใช้วาดเขียนทั่วไป โดยใช้ดินสอเป็นเครื่องมือเขียนแบบในขั้นแรก เมื่อได้เขียนแบบและแก้ไขจนสำเร็จลุล่วงไปแล้ว จึงจะใช้ปากกาเขียนแบบเขียนทับ ควรใช้หมึกแบบไม่เลอะ (PERMANENT INK) ถ้าต้องการเก็บรักษาแบบเขียนเอาไว้ใช้นานๆ ควรใช้กระดาษไขลอกแบบที่เขียนเอาไว้

เทคนิคการเขียนแบบง่ายๆ  เริ่มต้นด้วยการเขียนเส้นแบ่งกลาง ทั้งตามยาว และตามขวางโดยเส้นแบ่งกลางเราจะใช้สัญลักษณ์ ขีด/จุด (          ) เป็นหลักและในการกำหนดระยะห่าง ของเส้นแบ่งช่องเป็นตาราง (SECTION GRIDS) ทั้งตามยาวและตามขวางจะต้องวัดจาก เส้นแบ่งกลางออกไปทั้งซ้ายและขวาเท่านั้น และตรงจุดตัดของเส้นแบ่งกลาง เราใช้เลข O เป็นสัญลักษณ์ ตัวเลขต่อจาก O ไปทางขวา จะเป็นเลข 1, 2, 3, 4…………. และไปทางซ้าย จะเป็นเลข 01,  02, 03, 04,    ตรงทุกเส้นตัดของเส้นแบ่งกลางและเส้นแบ่งช่อง ในการเขียนเส้นโค้งของขอบเรือเราใช้การกำหนดจุดบนเส้นแบ่งช่อง ตรงหัวเรือ, ตรงส่วนป่องที่สุดของท้องเรือ และตรงท้ายเรือ, อย่างน้อย 3 จุด  จากนั้นใช้เครื่องมือเขียนโค้งขีดเส้นโค้งไปบน 3 จุด ที่กำหนดขึ้นมา  จะได้เส้นโค้งที่มีความสวยงามตามธรรมชาติ  จากนั้นก็ใช้เครื่องมือเขียนโค้งซึ่งได้กำหนดจุด 3 จุด ตรงกับที่อยู่บนเครื่องมือเขียนโค้งก่อนหน้าเอาไว้แล้ว หมุนกลับไปด้านตรงกันข้าม  โดยให้ระยะห่างของจุดต่างๆ  จากเส้นแบ่งกลาง เท่ากับ จะได้เส้นโค้งสวยงามเท่ากันทั้ง 2 ด้าน  เราจะเริ่มจากการเขียนแบบ เรือท้องแบน ด้วยการเขียนแบบขึ้นรูป (Lay out Plan)  ของเรือเปลือกเรือส่วนท้อง (Bottom Plan)  ซึ่งประกอบด้วย แผ่นท้องเรือ (Bottom Plank)  แผ่นข้างเรือ  2  ด้าน (Side Planks 2 side)  แผ่นหัวเรือ  (Bow Plank)  และแผ่นท้ายเรือ (Transom  Plank) จากนั้นเป็นการเขียนแบบขึ้นรูปของ  เปลือกเรือส่วนบน (Deck Plan)  โดยเราสามารถใส่รายละเอียดของภาพของเรือที่มองจากด้านต่างๆของเรือได้ เช่น มองจากด้านบน, ด้านข้าง, ด้านหน้า, ด้านท้ายเรือ, และภาพของเรือผ่ากลางตามยาว

ต่อจากนั้นจึงเป็นการเขียน แบบก่อสร้างเรือท้องแบน (Flat Bottom Boat – Construction Plan)  ซึ่งประกอบไปด้วยรูปแบบของโครงสร้างเสริมกำลังของกระดูกงูตามยาว(Longltudinal Stringers) และผนังรับแรงตามขวาง (Bulk heads) ในการเริ่มต้นสร้างโมเดลเรือ  ถ้าเรายังไม่มีความชำนาญมากนัก เราอาจจะใช้ตัวช่วยง่ายๆ ก่อน คือ เขียนแบบบนกระดาษแข็ง  ขนาดย่อส่วน 1:10 ก่อน  แล้วใช้คัทเตอร์ตัดกระดาษที่เขียนแบบเอาไว้เป็นชิ้นงานต่างๆ แล้วประกอบเข้าด้วยกัน  ด้วยกระดาษกาวจากด้านนอก  ส่วนด้านในใช้กาวน้ำ  ทาประสานให้ชิ้นส่วนติดกันเป็นการขึ้นรูปเรือ  แบบง่ายๆก่อนถ้าเรายังไม่พอใจ  ก็สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปทรงของเรือได้ โดยไม่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากนัก เมื่อทุกอย่างลงตัวแล้ว

เราสามารถสร้างโมเดลเรือตามแบบที่เราต้องการได้  ด้วยการใช้ขนาดย่อส่วนที่ใหญ่ขึ้น เช่น ขนาดย่อส่วน  1:5  ดังที่ได้อธิบายมาก่อนหน้า  โดยการใช้วัสดุที่ใช้ทำโมเดลเรือ ได้แก่ แผ่นโฟมขนาดหนา 5 มม. ซึ่งหาซื้อได้ในห้างฯ หรือร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียน  หรือ ไม้บัลซ่า  ซึ่งมีราคาแพงกว่ามาก  ผู้เขียนเลือกใช้แผ่นโฟม เพราะราคาถูก, มีขนาดใหญ่กว่า และทำงานง่ายกว่าไม้บัลซ่า ข้อเสียของโฟมคือ โดนกาวชนิดที่มีสารละลายผสมอยู่ (มีกลิ่นฉุย)  จะละลายหรือยุบตัว  ต้องใช้เทปกาวเป็นตัวช่วยยึด  และใช้กาวน้ำ (Water Based Glue)   หรือกาวขาว  (Latex Glue)  เป็นตัวช่วยยึด แต่กาวทั้งสองชนิด ต้องใช้เวลาแห้งนานมาก  ผู้เขียนจึงใช้การยึดติดด้วย  กระดาษกาวเสียทั้งหมด แต่ต้องใช้ความชำนาญในการติดชิ้นส่วนต่างๆ ด้วย  วิธีที่เราคิดขึ้นมาเอง จากนั้นจึงใช้กาวน้ำช่วยทาซ้ำ  ตรงบริเวณที่กระดาษกาวเข้าไม่ถึงหรือทำได้ยาก เช่น บริเวณมุมต่างๆ แล้วปล่อยทิ้งเอาไว้ให้กาวน้ำแห้งสนิท จึงจะดำเนินการต่อ  มีตัวช่วยอีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญมาก คือ ไม้จิ้มฟัน (Tooth picks)   โดยการยึดชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน   ซึ่งเราสามารถปรับแต่งตำแหน่งของชิ้นส่วนที่ต้องการยึดติดเข้าด้วยกันได้ ด้วยการใช้ไม้จิ้มฟันเสียบติดชิ้นส่วนโฟมต่างๆ  ถ้ายังไม่พอใจเราก็ดึงไม้จิ้มฟันออก  แล้วปรับแต่งตำแหน่งตามความพอใจ  แล้วเสียบไม้จิ้มฟันยึดติดอีกครั้ง  เมื่อเป็นที่พอใจแล้วจึงค่อยใช้เทปกาวปะยึดชิ้นส่วนโฟมเหล่านั้นต่อไป  เมื่อขึ้นรูปโมเดลด้วยโฟมจนเป็นที่เรียบร้อยแล้วจะต้องใช้เทปกาวปิดผิวหน้าของโฟมโมเดลทั้งหมด ทั้งภายนอก และภายใน โดยไม่ให้มีช่องว่างที่เห็นผิวโฟมเลย  ทั้งนี้เพราะแม้แต่ไอของน้ำยาเรซิ่น (Resin Vapour) ก็สามารถละลายเนื้อโฟมได้  ทางที่ดีเราอาจจะทาผิวหน้าของโมเดล ทั้งด้านนอก และด้านในด้วย กาวน้ำอีกครั้ง เพื่อประกันความผิดพลาดที่อาจจะตามมา

ในการสร้างโมเดลเรือท้องแบนด้วยแผ่นโฟม  ผู้เขียนใช้การเขียนแบบขึ้นรูป  และแบบก่อสร้างลงบนแผ่นโฟมซึ่งมีกระดาษใส เคลือบผิวอยู่แล้ว  โดยใช้ปากกาสีที่ใช้น้ำลบได้ โดยที่หัวปากกา ทู่ (ห้ามแหลม) เพราะจะได้ไม่ทำให้กระดาษหุ้มโฟมขาดทะลุถึงเนื้อโฟม  และในการขีดเส้นก็ไม่ไม่กดปากกาแรง  ปากกาชนิดนี้ขีดเส้นง่ายแต่ก็เลอะง่ายด้วย  ต้องระวังอย่าให้มือที่เปียกเหงื่อไปโดน  เพราะจะเลอะทำให้เส้นที่ขีดเอาไว้หายไป  และสีจะติดอยู่บนมือ  การป้องกันก็คือ  การสวมถุงมือ  แต่ก็ทำงานได้ไม่สะดวกนัก  เมื่อเขียนแบบบนโฟมเสร็จ  ก็ใช้คัทเตอร์ตัดโฟมตามแบบที่เขียนเอาไว้  พยายามตัดคัตเตอร์ให้ตรงเส้นที่ขีดเอาไว้ให้ตรงที่สุด  และต้องตั้งฉากกับผิวโฟมด้วย  ถ้าไม่ระวังส่วนที่ตัดจะเอียงไม่ได้ฉาก  ทำให้การประกอบชิ้นส่วนเข้าหากันจะไม่สนิท (ไม่สวย)  การตัดด้วยคัตเตอร์ครั้งแรก ควรจะกรีดตามเส้นเบาๆ ก่อนเป็นการนำร่องให้ตรง  ไม่ควรใช้แรงกดให้ทะลุในคราวเดียว  เพราะเส้นอาจจะเบี้ยวหรือโฟมจะเป็นขรุยหยัก ทำให้เส้นที่ขอบตัดไม่คมอีกประการหนึ่งก็คือ  การกดคัตเตอร์แรงๆ  อาจจะพลาดไปทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือทำให้ส่วนอื่นเสียหายได้

การตัดแผ่นโฟมด้วยคัตเตอร์  เราเริ่มจากแผ่นท้องเรือก่อนจากนั้นก็เป็นกระดูกงูตามยาว  ในการประกอบแผ่นท้องเรือเข้ากับกระดูกงูตามยาว  เราต้องเขียนแปลนตามรูปแบบท้องเรือบนแผ่นโฟมอีกแผ่นหนึ่ง  เพื่อเป็นการสร้างฐานในการขึ้นรูป  (Bass  Plan)  จากนั้นวางกระดูกงูลงบนตำแหน่งที่กำหนดบนโฟมฐานขึ้นรูป แล้วยึดด้วยไม้จิ้มฟันที่หักให้ได้ขนาด ไม่สูงเกินความสูงของกระดูกงู  ต่อมาวางแผ่นโฟมท้องเรือลงบนกระดูกงู โดยต้องจัดให้เส้นกลาง (ขีด – จุด)  อยู่ตรงตำแหน่งทั้ง  4  ด้าน   แล้วใช้ไม้จิ้มฟันปักทะลุแผ่นโฟมท้องเรือไปยึดติดกับกระดูกงูด้านล่าง  จากนั้นก็ยกแผ่นโฟมท้องเรือ ที่มีกระดูกงูยึดติดอยู่หงายขึ้นมา  แล้วจัดกระดูกงูให้ตรงกับเส้นกำกับที่ขีดเอาไว้  ถ้าไม่ตรงก็ต้องชักเอาไม้จิ้มฟันออก  ต้องจัดให้กระดูกงูตรงเส้นใหม่  แล้วก็ยึดด้วยไม้จิ้มฟันให้สนิทอีกครั้ง  ต่อมาใช้กาวน้ำทาตามแนวขอบของกระดูกงูทั้งสองด้านให้ยึดติดกับแผ่นโฟมท้องเรือ ปล่อยทิ้งเอาไว้ให้กาวน้ำแห้งสนิท จากนั้นก็เริ่มใช้คัตเตอร์ตัดโฟมที่เขียนแบบโครงสร้างของผนังรับแรงตามขวาง  (Bulk heads)  ซึ่งผนังรับแรงตามขวาง จะมีตัวเลขตามเส้นกำกับเขียนติดเอาไว้  เพื่อไม่ให้สับสนและติดผิดที่ จากนั้นก็วางผนังรับแรงตามขวางลงบนกระดูกงูตามยาว  เรียงตามลำดับ จากตรงกลาง (เลข 0 ) ไปหาหัวเรือและท้ายเรือ โดยต้องสังเกตุเส้นที่กำกับอยู่ตลอดเวลาให้ตรงตามตำแหน่ง ถ้ามีอะไรผิดพลาดต้องแก้ไขให้ได้เสียก่อนที่จะยึดติด

การยึดติดจะให้แถบเทปกาวติดเป็นระยะห่างๆ ทั้งสองด้านของผนังรับแรงตามขวาง  เฉพาะด้านล่างที่ติดกับแผ่นท้องเรือ  ผนังรับแรงตามขวางด้านบนจะเคลื่อนไหวได้ จากนั้นก็เป็นการตัดแผ่นข้างเรือ  2 ด้าน (side planks – 2 sides)  ตามแบบที่เขียนเอาไว้ และแผ่นหัวเรือ (bow plank) กับแผ่นท้ายเรือ (transom plank) นำแผ่นโฟมด้านข้างและหัว-ท้ายเรือ มาประกอบเข้ากับชิ้นงาน ที่เตรียมเอาไว้ก่อนล่วงหน้าโดยใช้เส้นกลาง (ขีด – จุด) กำกับการวางตำแหน่งของทุกแผ่นทุกจุด  จากนั้นใช้ไม้จิ้มฟันปักยึดตามเส้นกำกับให้ชิ้นส่วนต่างๆ ติดกันเข้าที่ ต้องระวังอย่าให้ตัวเรือเบี้ยวถ้าเบี้ยวต้องแก้ไข  โดยการชักไม้จิ้มฟันออกแล้วปรับใหม่ให้เข้ารูป   แล้วจึงปักยึดด้วยไม้จิ้มฟันใหม่อีกครั้ง ต่อมายึดแผ่นท้าวแขนยันกับแผ่นท้ายท้ายเรือด้วยเทปกาว  ต่อมาก็เป็นการตัดแผ่นโฟม ส่วนบนของเรือ (Deck plate) ตามแบบที่วาดเอาไว้ แล้วนำมาวางเข้ากับท้องเรือ จะเห็นว่าจะมีส่วนที่ต้องเว้าเข้าภายในเรือ  เพื่อให้คนเข้าไปนั่งภายในเรือได้ส่วนเว้าลงไปนี้เรียกทับศัพท์ว่า ค๊อกพิท (Cockpit) ภายในค๊อกพิทจะต้องตัดเอาส่วนเกินของผนังรับแรงตามขวางออก และเติมส่วนที่ขาดไปคือ พื้นบนกระดูกงู และเติมผนังด้านข้างภายในทั้งสองข้างให้เต็ม โดยที่ผนังภายในทั้งหมดต้องทำให้มีองศาเอียงหรือ เทปเปอร์ (Tapered)ทุกด้าน เพราะจะทำให้การถอดแบบง่ายขึ้น ในขบวนการผลิตด้วยไฟเบอร์กล๊าสในภายหลัง  จากนั้นใช้ไม้จิ้มฟันกดปักตามแนวที่กำหนดเพื่อยึดทุกชิ้นส่วนเข้าหากัน  แล้วใช้เทปกาวปิดทับแนวเชื่อมต่อกันตลอดทั้งลำเรือ      โดยที่ก่อนหน้านั้นจะต้องลบมุมแหลมของส่วนตัดทั้งหมดให้มนโดยรอบก่อน ตรงบริเวณที่เทปกาวปิดไม่ถึงหรือไม่สะดวก  ต้องใช้กาวน้ำทาเชื่อมปิดรอยต่อเสียก่อน   จากนั้นคว่ำเรือลงแล้วติดตั้งส้นกันเซ  เรียกว่า คีล (Kecl) ใต้ท้องเรือด้านท้ายยึดติดกับท้องเรือด้วยกาวและเทปกาว  สุดท้ายต้องใช้เทปกาวหุ้มตัวเรือทั้งนอกและในทุกส่วน เพื่อป้องกันไม่ให้โฟมถูกเรซิ่น  ซึ่งต่อมาจะใช้ทาเรือโดยทั่วทั้งลำ การใช้เรซิ่นทาทั้งลำ ก็เพื่อทำให้ผิวหน้าของเปลือกเรือแข็งแรงขึ้น และไม่เปลี่ยนรูปทรงเมื่อเรซิ่นแข็งตัวเรียบร้อย

ซึ่งใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง จึงใช้แผ่นใยแก้วสานเล็กขนาดเบอร์  200  (200  กรัมต่อตารางเมตร)      หุ้มทับเปลือกเรือแล้วทาทับด้วยเรซิ่นจนเปียกและใช้ลูกกลิ้งไล่ฟองอากาศออกให้หมด ปล่อยเอาไว้ให้เรซิ่นแห้งสนิท จากนั้นใช้มีดหรือคัตเตอร์ตัดส่วนเกินออก แล้วใช้กระดาษทรายลูบผิวหน้าของเรือที่หุ้มไฟเบอร์กลาสเรียบร้อยให้เรียบ การทำให้ผิวหน้าของเรือเรียบและสวยงาม  ทำได้โดยการใช้เรซิ่นผสมผงทัลคัม (แป้ง) ทำเป็นเรซิ่นโป๊ว (Resin Putty) โป๊วผิวหน้าบางๆ โดยทั่วทั้งผิวเรือทั้งหมด จากนั้นใช้การขัดด้วยกระดาษทราย  เริ่มจากเบอร์ 80 จนถึงเบอร์ 100  ซึ่งเป็นการขัดแห้ง ตามด้วยการขัดด้วยการดาษทรายน้ำ ขัดด้วยน้ำ   เพื่อลบเส้นและทำให้ผิวเรียบเริ่มจากเบอร์ 150 ต่อมา คือเบอร์ 300, 1000, 1200  ตามเลขมากขึ้นคือ ความละเอียดมากขึ้นสุดท้ายคือการใช้ครีมขัดผิว(Rubbing Compound)  ซึ่งมีหลายขนาดของความละเอียดเช่นกัน ขัดผิวให้เป็นเงางาม  เป็นอันว่าเรือโมเดลของเราสำเร็จพร้อมที่ใช้เป็นต้นแบบ (plug หรือ Master Model) ที่จะใช้ทำแม่แบบไฟเบอร์กล๊าส (Fibergass Female Mold)

Comments

About the author:

Captain Hippo

. Follow him on Twitter / Facebook.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *