เยี่ยมชมอู่ต่อเรือเร็วไฟเบอร์กลาส ตอนที่ 4

การเล่นเรือและปลอดภัย และเรื่องราวต่างๆ ของเรือ ดังนี้.

วิธีการเล่นเรือให้เป็นและปลอดภัยความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเรือ

รูปแบบท้องเรือ

การใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเรือเครื่องยนต์ติดท้าย, เครื่องยนต์เสทิร์นไดร๊ฟหรือไอโอ

เครื่องยนต์วางกลางลำเรือ

ใบจักรหรือใบพัดน้ำ

ระบบระบายความความร้อนของเครื่องยนต์เรือ

ระบบท่อไอเสียของเครื่องยนต์เรือ

ระบบไอดีในเครื่องยนต์และระบบถ่ายเทอากาศ

ระบบเชื้อเพลิงใช้กับเครื่องยนต์เรือ (ตอนที่ 1)

ระบบเชื้อเพลิงใช้กับเครื่องยนต์เรือ (ตอนที่ 2)

ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องของเรือและอุปกรณ์ต่างๆ ของเรือ  ซึ่งถ้าจะอธิบายให้ละเอียดและครบถ้วนทุกกระบวนการแล้วละก็คงจะต้องใช้เวลาเขียนอีกนานกว่าจะเข็นเรือลงน้ำได้  ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการชักเรือขึ้นแห้งนานเกินไปและน่าเบื่อหน่าย  จึงขออนุญาตท่านผู้อ่านนำเรือลงน้ำบ้าง ขอเริ่มจากการปล่อยเรือลงน้ำโดยวิธีต่างๆ ดังนี้

เรือที่ใช้บรรทุกบนหลังคารถยนต์ และใช้กำลังคนยกลงปล่อยลงน้ำต่อไปเลยเป็นเรือเล็กขนาด 7 ฟุต ถึง 11 ฟุต  ที่มีน้ำหนักเบา (ต่ำกว่า 70  กก.)  ซึ่งสามารถนำติดตัวไปใช้งานได้ทุกแห่งโดยใช้บรรทุกบนหลังคารถยนต์ได้เช่นการใช้ที่บรรทุกของหรือสัมภาระบนหลังคารถยนต์  (ROOF  RACK)  หรือบรรทุกบนกระบะท้ายรถปิคอัพ  (PICK 3 UP CAR)  แล้วใช้กำลังคน 2 ถึง 3 คน ยกขึ้นลงจากรถยนต์ได้สะดวก

เรือที่ใช้บรรทุกบนเทรลเล่อร์  เรือแล้วปล่อยลงน้ำ  การปล่อยเรือลงน้ำโดยวิธีนี้เป็นการทำงานซึ่งสะดวกปลอดภัยและนิยมกันมากที่สุด  เนื่องจากไม่ต้องใช้กำลังคนหรือเครื่องมือยกใดๆ  ในการเอาเรือขึ้นและลงน้ำเพียงแต่ว่าจะต้องมีเทรลเล่อร์เรือซึ่งออกแบบมาให้พอดีกับท้องเรือและ  ท่าที่จะเอาเรือลงน้ำ  (BOAT LAUNCHING RAMP)   (รายละเอียดของเทรลเล่อร์   บรรทุกเรือจะบรรยายในโอกาสต่อไป)

 

เรือที่ใช้เครื่องมือยกขึ้น – ลง (BOAT LAUNCHING CRANE OR MOTOR DRIVEN BOAT  LAUNCH)   เรือที่ถูกปล่อยลงน้ำด้วยวิธีนี้เนื่องจากสาเหตุจำเป็นต่างๆ เช่น

– สถานที่ในการปล่อยเรือลงเรือลงน้ำมีจำกัด

– ตลิ่งสูงชันมากไม่สามารถทำเป็นที่ปล่อยเรือแบบทางเทลาดเอียงได้

– มีความต้องการในการเอาเรือขึ้นลงน้ำในเวลาอันรวดเร็ว  เนื่องจากมีจำนวนเรือมาก

– เป็นเรือขนาดใหญ่ซึ่งไม่สามารถใช้วิธีเอาเรือขึ้น – ลงน้ำโดยวิธีอื่นได้

การเตรียมตัวก่อนเอาเรือลงน้ำ

อันนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากถ้าไม่เตรียมตัวในการจะเอาเรือลงน้ำเสียก่อนอย่างสมบูรณ์ที่สุด  อาจจะทำให้การเดินทางโดยเรือของท่านเต็มไปด้วยอุปสรรค  และบางครั้งจะเป็นสาเหตุที่ทำให้การใช้เรือของท่านจบลงด้วยความผิดหวังหรือเสียใจเนื่องจากอุบัติเหตุที่น่าจะป้องกันได้เกิดขึ้นตามหลังมา  พึงปฎิบัติโดยการเตรียมตัวที่ดีโดยใช้วิธีสำรวจการสิ่งของที่จำเป็นในการเดินเรือ  (BOAT OPERAION CHECKLIST)   และการใช้งาน  (BOAT SUPPLIST  CHECKLIST)  เช่นเดียวกับนักบินเครื่องบินโดยสารลองทำทุกครั้งก่อนขึ้นบินเพื่อเตรียมตัวก่อนที่จะนำเครื่องเข้าสู่ลู่บิน (RUNWAY)  โปรดอย่าลืมว่าถ้าท่านมีปัญหาเมื่อเรือลอยเท้งเต้งอยู่บนน้ำ  ท่านจะเดินไปเรียกคนมาช่วยเหมือนเมื่อท่านอยู่บนถนนไม่ได้  ท่านอาจจะต้องว่ายน้ำขึ้นฝั่งเพื่อเรียกคนมาช่วย  (ถ้าฝั่งอยู่ไม่ไกลเกินไปที่จะว่ายถึงหรือไม่ก็ต้องร้องเพลงรอ…….!

การสำรวจรายการสิ่งที่จำเป็นในการเดินเรือ (BOAT OPERATION CHECKLIST) ท่านจะต้องสำนึกว่าการเดินเรือที่ปลอดภัย คือการที่ท่านดูแลเรือของท่านอย่างถูกวิธีถ้าท่านไม่มีความรู้ในการดูแลเรือที่ถูกต้องในขั้นแรกท่านควรจะมอบให้ผู้ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญมาเป็นผู้แนะนำ  และทางที่ดีควรศึกษาพร้อมๆ กันไปกับผู้รู้ นั่นคือ ขั้นแรกเริ่ม  ท่านควรจะเล่นเรือกับเพื่อนฝูงหรือเจ้าหน้าที่ของบริษัทที่ขายเรือให้ท่านที่ท่านไว้วางในและทราบว่าเขาเหล่านั้นมีความรู้จริง  อย่างน้อยท่านควรจะศึกษาด้วยตัวท่านเอง  จากเอกสารที่ควรรู้เช่น  เอกสารเกี่ยวกับตัวเรือ (BOAT MANUAL)  เอกสารเกี่ยวกับเครื่องยนต์ (ENGINE MANUAL)  เอกสารเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ในการเดินเรือตามหลักสากลนิยม (INTERNATIONAL RULES & REGULAT – IONS IN BOATING) , เอกสารเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเดินเรือ (BASIC SAFETY REGULATIONS IN BOATING) , และการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ในการเดินเรือที่จำเป็น (NAVIGATIONAL AIDS)

รายการที่ต้องสำรวจก่อนออกรายการเดินเรือ คือ

– เติมน้ำมันเต็มถัง  รวมทั้งถึงอะไหล่

– ชาร์จแบตเตอรี่เต็มที่

– สำรวจห้องเครื่องยนต์ว่าไม่มีกลิ่นไอน้ำมันเบนซิน

– ไฟเดินเรือ, ไฟส่องทางและแตรทำงานปกติ

– สำรวจดูว่าจุกอุดน้ำท้ายเรืออุดเรียบร้อย, ปั๊มน้ำท้องเรือทำงานและที่วิดน้ำอยู่ครบ

– ถังน้ำมัน, สายส่งน้ำมัน ไม่รั่ว

– สภาพอากาศและคลื่นลมอำนวย

– อุปกรณ์ในการใช้เดินเรืออยู่ครบ และเก็บเข้าที่เรียบร้อยและแน่นหนา

– เครื่องยนต์ทำงานปกติ

– ใบจักรอยู่ในสภาพดี และไม่มีสิ่งใดติดหรือพันอยู่

– ผู้โดยสารควรจะได้รับการสำรวจว่าอุปกรณ์ช่วยชีวิตใส่ได้พอดีและ มีที่นั่งครบทุกคนควรจะแนะนำก่อนการ

– เดินทางว่าผู้โดยสารควรจะทำอย่างไร ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น

– ผู้ขับเรืออยู่ในสภาพร่างกายและจิตใจที่พร้อม

– บอกหรือเขียนมอบแผนการเดินเรือให้แก่ผู้อยู่บนฝั่งว่าจะไปที่ไนและกลับเมื่อไหร่

– ควรจะสำรวจว่ามีใครบ้างที่ไปกับเรือรู้วิธีขับเรือ

การสำรวจรายการสิ่งที่จำเป็นใช้งานในเรือก่อนออกเดินทาง (BOAT SUPPLIES CHECKLIST)

ควรสำรวจสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้งานในเรือ ก่อนออกเดินทางและวัสดุอุปกรณ์ที่จะนำติดตัวไปด้วยเพื่อทำให้เกิดความสะดวกสบาย  และปลอดภัยในการเดินทางของท่านและสิ่งของจำเป็นที่ท่านต้องใช้นั้นขึ้นอยู่กับแบบของเรือที่ท่านใช้ขับขี่รวมทั้งน่านน้ำที่ท่านจะนำเรือแล่นไป  รวมทั้งสิ่งที่ท่านและผู้ร่วมทางตั้งใจจะนำไปใช้เที่ยวหรือใช้เล่น

รายการสิ่งของที่จำเป็นใช้งานในเรือคือ

– ชูชีพที่เหมาะกับการใช้งานและพอดีตัวสำหรับทุกคนบนเรือ สำหรับเรือที่มีกราบเรือสูง (ใหญ่กว่า  16  ฟุต) ควรมีห่วงชูชีพช่วยชีวิตผูกติดกับเรือเพื่อเหวี่ยงให้เกาะได้ถ้ามีคนตกน้ำ

– เตรียมเครื่องดับเพลิงที่มีขนาดพอดีกับการใช้งาน (เทียบกับขนาดเรือ) และบรรจุน้ำยาเต็มที่

– ระฆังหรือนกหวีด  (เพื่อเรียกให้คนช่วยหรือเตือนภัย)

– พลุสัญญาณขอความช่วยเหลือ

– พายขนาดพอเหมาะกับเรือ

– สมอเรือพร้อมสายที่ยาวพอ (เทียบกับขนาดของเรือและน่านน้ำที่ใช้เรือ)

– ปั๊มสูบน้ำท้องเรือ  และที่วิดน้ำท้องเรือ

– สายเชือกผูกเรือและทุ่นกันกระแทกข้างเรือ

– กล่องเครื่องมือและอะไหล่สำคัญของเครื่องยนต์และตัวเรือ

– อุปกรณ์การเดินเรือเช่น  แผนที่เดินเรือ, รายงานระดับน้ำ, เครื่องมือสื่อสารวิทยุติดต่อชายฝั่งและเรือลำอื่น

– ผู้โดยสารเรือทุกคนควรสวมรองเท้ากันลื่น และเพื่อป้องกันเหยียบสิ่งมีคมต่างๆ บนเรือ

– เตรียมอาหารและน้ำให้พอเพียงทุกครั้ง

– เตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิตในทะเล (FIRST AIDS) เช่น ยาห้ามเลือด, ผ้าพันแผล, ยาแก้ปวดต่างๆ, มีดพับที่ใช้งานได้หลายอย่าง, เบ็ดและสายเบ็ด, ผ้าคลุมกันแดดและฝน

 

การเล่นเรือให้เป็นและปลอดภัย

รายการที่ต้องสำรวจก่อนออกเดินเรือ คือรายการสิ่งที่จำเป็นใช้งานในเรือ (BOAT SUPPLIES CHECKLIST)  และรายการสิ่งที่ใช้ในการเดินเรือ (BOAT OPERATUON CHECKLIST)  สิ่งจำเป็นอีกอย่างหนึ่งเพิ่มเติม คือรายการแสดงแผนการเดินเรือ  รายการแสดงแผนการเดินเรือ (BOATING FLOAT PLAN) เพื่อมอบให้แก่ผู้เกี่ยวข้อที่ไม่ได้ไปกับเรือ  แต่สามารถติดตามเพื่อรู้ตำแหน่งและเส้นทางเดินเรือรวมทั้งเป้าหมายในการเดินเรือ (DESTINATION) ของท่าน ซึ่งถ้าหากมีสิ่งผิดสังเกตเกิดขึ้น เช่น เวลาจุดนัดหมาย, การติดต่อสื่อสาร เกิดผิดไปจากรายการที่แสดงในแผนการเดินเรือ จะได้ติดตามเพื่อติดต่อและ/หรือช่วยเหลือได้ทันท่วงทีก่อนที่จะสายเกินแก้ (ในบางกรณี)

การมอบแผนการเดินเรือนี้ ควรจะมอบให้ญาติสนิท, มิตรสหายที่ใกล้ชิดหรือผู้ดูแลเรือของท่าน (BOAT MARINA OPERSTOR)   เอาไว้ก่อนการเดินทางเล็กน้อย   และโปรดอย่าลืมยกเลิกแผนการเดินเรือนั้นเสีย เมื่อท่านกลับมาแล้วมิฉะนั้นท่านอาจจะสร้างปัญหาให้บุคคลอีกหลายฝ่ายต้องเดือดร้อนในการติดตามและเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

นอกจากมาตรการนี้ที่ได้กล่าวมาแล้วซึ่งเป็นการเตรียมตัวก่อนเอาเรือลงน้ำ ยังมีสิ่งอื่นๆ ที่ท่านจำเป็นต้องรู้ก่อนที่ท่านจะออกเดินทางด้วยเรือของท่าน นั่นคือ กฎแห่งความปลอดภัยท่านไม่ควรจะออกเรือหรือออกเดินทางไปกับเรือที่

  1. 1. ไม่มีชูชีพหรือเครื่องพยุงตัวให้ลอยน้ำได้พอเพียงสำหรับจำนวนผู้โดยสารที่ไปกับเรือ
  2. 2. ไม่มีเครื่องดับเพลิงที่พอเพียงกับขนาดของเรือ
  3. 3. บรรทุกเกิน (เรือเพียบน้ำมาก)
  4. 4. น้ำมันเชื้อเพลิงรั่ว (จากการได้กลิ่นหรือสังเกตจากน้ำมันปนน้ำบนพื้นเรือ)
  5. 5. น้ำมันเชื้อเพลิงไม่พอเพียงสำหรับการเดินทาง
  6. 6. ระบบระบายอากาศสำหรับเครื่องยนต์ไม่ทำงาน (พัดลมดูดอากาศ)
  7. 7. เครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเบนซินไม่มีเครื่องป้องกันไฟพุ่งย้อนออกจากคาร์บิวเตอร์

ความประมาทในการขับเรือ (Negligent Boating Operation)

ความประมาทในการขับเรือ เป็นสาเหตุของอันตรายอันจะทำเกิดอุบัติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อตนเอง และผู้อื่น รวมทั้งการสูญเสียอวัยวะหรือชีวิตได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความรับผิดชอบของผู้ขับเรือ เนื่องจากสาเหตุของความประมาท, เลินเล่อ, ไม่เอาใจใส่, ไม่มะมัดระวัง ไม่ยอมซึ่งกันและกัน (แข่งกัน) , ละเลยต่อกฎแห่งความปลอดภัย และกฎจารจรทางน้ำ  (Rule Water ways)   ดังจะยกตัวอย่างได้คือ

  1. 1. ขับเรือด้วยความเร็วสูงในที่ซึ่งมีความแออัดสูง  (มีเรือสัญจรไปมามากเช่น  บริเวณท่าเรือ, ท่าข้ามแพขนานยนต์, ท่าข้ามเรือโดยสารข้ามฟาก  ฯลฯ
  2. 2. ขับเรือด้วยความเร็วสูงในสภาพอากาศขมุกขมัว, ฝนตก,หมอกลงจัด คลื่นลมจัด ฯลฯ
  3. 3. ขับเรือภายใต้สภาพมึนเมาจากสุราหรือยา
  4. 4. ขับเรือโดยขาดความระมัดระวังในที่ซึ่งมีผู้คนว่ายน้ำอยู่
  5. 5. ลากจูงนักเล่นสกีน้ำไปในบริเวณที่อาจมีสิ่งกีดขวางทั้งบนน้ำและใต้น้ำหรือที่ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายกับนักเล่นสกีซึ่งถ้าล้มลงอาจถูกเรืออื่นแล่นชนเอาได้
  6. 6. ขับเรือเข้าใกล้สถานที่อันตรายต่างๆ เช่น หน้าเขื่อน, บริเวณปากทางที่เรือขนาดใหญ่แล่นเข้า – ออก, ที่มีหินโสโครก, บริเวณน้ำเชี่ยวและน้ำวน ฯลฯ
  7. 7. ขับเรือแล่นตัดผ่านขบวนเรือ  เช่น เรือลากจูง, เรือที่กำลังสวนสนาม  เรือที่กำลังแข่งขันกันอยู่ทั้งเรือใบ, เรือกรรเชียง  และเรือเร็ว
  8. 8. ผู้ขับขี่เรือจะต้องไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารนั่งบนกราบเรือ, หัวเรือ หรือท้ายเรือในลักษณะที่ไม่ปลอดภัย เช่น ไม่มีที่จับยึดที่ดีพอ, นั่งห้อยเท้าออกนอกเรือ, นั่งบนพนักเก้าอี้, ยืนขึ้นจากที่นั่งโดยไม่จับยึดกับราวมือจับ, นั่งหัวเรือโดยบังสายตาของผู้ขับขี่, ดื่มสุราและของมึนเมาในเรือทั้งหมดนี้ก็เพื่อป้องกันผู้โดยสารไม่ให้เกิดอันตรายอันเนื่องจากการหักเลี้ยวหลบสิ่งกีดขวางทางเรืออย่างกระทันหัน  หรือหยุดและเร่งความเร็วอย่างกระทันหันเช่นกัน
  9. 9. ขับเรือในเวลาค่ำคืนหรือในที่ซึ่งมีแสงสว่างไม่เพียงพอโดยไม่เปิดหรือไม่มีไฟสัญญาณหรือ แตรสัญญาณ
  10. 10. จอดเรือในที่ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรของเรืออื่นๆ เป็นจำนวนมาก   และจอดเรือในที่ห้ามจอด

กฎของการจารจรทางน้ำ (Rule of the Water Way)

ท่านอาจจะไม่รู้ถึงกฎทุกข้อของการจราจรทางน้ำ  แต่ถึงอย่างไรก็ตามอย่างน้อยท่านต้องรู้ว่าทุกคนมีสิทธิที่จะถือว่าท่านรู้กฎจารจรทางน้ำแล้วถึงจะขับเรือได้   ดังนั้นท่านจะต้องเรียนรู้และจำให้ได้ว่าเขาขับเรือกันอย่างไร การที่มีกฎของจารจรทางน้ำก็เพื่อป้องกันไม่ให้เรือชนกัน  และป้องกันอุบัติเหตุให้ด้วยการกระทำที่เป็นสามัญสำนึกที่ถูกต้อง  โดยมีแนวทางปฏิบัติอันหนึ่งอันเดียวของทุกฝ่าย

ก่อนอื่นเราจะต้องใช้ศัพท์ที่เหมือนกันกล่าวคือ

  1. 1. เรือ  (Vessel)  คือศัพท์ของสิ่งที่ลอยอยู่บนน้ำ ซึ่งใช้กำลังขับเคลื่อนเพื่อใช้บรรทุกสิ่งของหรือผู้โดยสารไปบนน้ำ
  2. 2. เรือยนต์  (Motorboat)  คือเรือที่แล่นด้วยกำลังขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ รวมถึงเรือใบที่ติดตั้งและขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์
  3. 3. เรือใบ  (Sailing Vessel)  คือเรือที่แล่นด้วยกำลังลมอย่างเดียว
  4. 4. การออกเรือ  (ออกเดินทาง) (Underway)  คือการถอนสมอและขับเคลื่อนที่ออกจากที่จอดเพื่อไปยังจุดหมายที่กำหนด
  5. 5. บริเวณอันตราย  (Danger Zone)  คือบริเวณส่วนโค้งนับจากหัวเรือมาทางขวาของเรือ (Star board)  วัดได้112 ½ องศา
  6. 6. ทางออก  (Right of Way) คือเส้นทางเดินเรือไปข้างหน้าที่มีสิทธิ์ที่จะเดินทางไปข้างหน้าโดยไม่ต้องเลี้ยวหลบและรักษาความเร็วคงที่ไปเรื่อยๆ
  7. 7. เรือทางเอก  (Stand-on or privileged Vessel)  คือเรือที่วิ่งอยู่บนทางเอก
  8. 8. เรือให้ทาง  (Give Way or burdened Vessel)  คือเรือที่วิ่งอยู่บนทางเอกต้องหลบ (เลี้ยวหนี) ให้เรือทางเอก
  9. 9. มองเห็น  (Visible)  เช่น  มองเห็นไฟสัญญาณ, มองเห็นในที่มืด
  10. 10. หวูดสั้น (Short Blast)  เช่น  การใช้สัญญาณเสียงสั้นๆ หนึ่งหรือสองวินาทีห่างกัน
  11. 11. หวูดยาว (Prolonged Blast)  เช่น  การให้สัญญาณเสียงยาวขึ้นระหว่างสี่ถึงหกวินาทีห่างกัน

 

การปฎิบัติที่ถูกต้อง เมื่อใช้เส้นทาง (น้ำ) ร่วมกับเรือขนาดใหญ่ในแม่น้ำหรือช่องแคบ

เรือขนาดใหญ่เช่นเรือบรรทุกสินค้า ซึ่งวิ่งเข้าออกจากทะเลสู่ท่าเรือต่างๆ รวมทั้งเรือลากจูง และเรือบรรทุกซึ่งถูกลากจูงมาครั้งละหลายลำวิ่งไปมาในแม่น้ำลำคลอง เป็นอันตรายต่อเรือเร็วสำราญและเรือเร็วท่องเที่ยวเล่นกีฬาทางน้ำ (ลากสกีน้ำ) เป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะเรือดังกล่าวจำเป็นจะต้องวิ่งอยู่ในบริเวณกลางลำแม่น้ำ ถ้าอยู่ในทางตรง และร่องน้ำจะเบนเบี่ยงไปตามแนวโค้งชิดฝั่งด้านใดด้านหนึ่งของแม่น้ำเสมอ ซึ่งเรือสำราญ (เรือเร็ว) จะต้องให้ทาง เนื่องจากเรือบรรทุกหรือเรือลากจูงมีน้ำหนักมากไม่สามารถหยุดได้ทันท่วงที อีกทั้งกระแสน้ำไหลอาจทำให้เรือเหล่านี้กว่าจะหยุดได้ก็ต้องใช้ระยะทางเป็นไมล์ทีเดียว ดังนั้นเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นได้ จึงควรปฏิบัติ ดังนี้.

  1. 1. หลีกห่างออกไปจากเรือขนาดใหญ่ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเรือเล็กจะไม่มีสิทธิ์ในการใช้ทาง แต่เป็นเพราะว่าเรือเล็ก (เรือเร็วสำราญ) สามารถหลบหลีกได้ง่ายกว่าเรือใหญ่ซึ่งต้องวิ่งในร่องน้ำลึกเสมอ ดังนั้นเรือเล็กควรหลบเรือใหญ่โดยวิ่งชิดขวาในทางตรง และในทางโค้ง ซึ่งเรือใหญ่จะต้องใช้ทางวิ่งในร่องน้ำลึก ซึ่งเบี่ยงเบนใกล้ฝั่งด้านใดด้านหนึ่ง เรือเล็กควรจะเปลี่ยนเส้นทางโดยแล่นหลบไปทางที่กว้างกว่า (และตื้นกว่า)
  2. 2. อย่าประมาทโดยคิดว่าเรือใหญ่แล่นช้า  ถ้าท่านกำลังขับเรือที่แล่นช้า แล่นเรือใบ หรือเรือที่ติดเครื่องยนต์เล็ก บางครั้งเรือเร็วก็อาจจะมีปัญหา ทำให้ต้องแล่นช้าได้ เช่น ใบพัดชำรุดหรือติดขยะ/ถุงพลาสติก หรือเครื่องยนต์ทำงานไม่สะดวก และท่านกำลังขับเรือของท่านเข้าใกล้เรือใหญ่ หรือกำลังวิ่งสวนมาโดยมีแนวทางวิ่งซึ่งอาจจะชนกันได้โปรดอย่าประมาทโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเวลาที่อากาศปิดหรือใกล้มือค่ำแล้ว ทางที่ดีท่านควรบังคับเรือของท่านได้แล่นออกพ้นจากเส้นทางวิ่งของเรือใหญ่ (ร่องน้ำลึก) เสีย เพราะอุบัติเหตุอาจเกิดได้เสมอโดยไม่คาดคิด
  3. 3. ทำให้เขา (เรือลำอื่น) เห็น ท่าน (เรือของท่าน) และทำให้ท่านเห็นเขา สภาพอากาศขมุกขมัวและความมืด ท่านจะต้องทำให้เรือของท่านถูกมองเห็น เช่น ติดตั้งไฟเดินเรือถูกต้อง และมีแสงสว่างเพียงพอ นอกจากนั้นท่านยังต้องใช้ไฟส่องทาง เช่น สปอตไลท์ฉายส่องดูข้างหน้าแนวทางวิ่งของเรือของท่านเป็นระยะๆ โดยส่องไฟไปข้างหน้าทำมุมประมาณ 120 องศา การฉายไฟสปอตไลท์ส่องไปข้างหน้าตลอดเวลาจะทำให้ตาของท่านพร่าและแสงสะท้อนกลับเมื่อลำแสงกระทบสิ่งต่างๆ ข้างหน้าท่านจะทำให้ท่านมองอะไรไม่ถนัดไปช่วงเวลาหนึ่ง ดังนั้นท่านควรฉายแสงส่องทางไปข้างหน้าเป็นช่วงๆ ตามความเร็วของเรือของท่าน บางครั้งเมื่อท่านมองเห็นแสงไฟของเรือลำอื่นซึ่งกำลังวิ่งตรงมายังท่าน ท่านควรชะลอความเร็วของเรือของท่าน และส่องไฟไปทางเรือลำนั้น และส่องกลับมาที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของเรือของท่านที่เห็นได้ง่ายแต่ไกล เช่น หัวเรือ, ใบเรือ, เสากระโดง, เก๋งเรือ ฯลฯ
  4. 4. มองไปรอบๆ เรือ ขณะที่ท่านกำลังขับเรืออยู่ท่านต้องมองไปรอบเรือ เนื่องจากการจราจรทางน้ำไม่เหมือนทางบก เพราะเรือแล่นไปบนน้ำได้ทุกหนทุกแห่ง และทุกทิศทางท่านจำเป็นต้องสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัวท่านเพื่อที่ท่านจะไม่เป็นอันตราย และท่านจะไม่ทำอันตรายผู้อื่น และ/หรือเรือลำอื่นรอบตัวท่าน  ยกตัวอย่างเช่น ท่านกำลังขับเรือเร็วขนาดเล็กลำหนึ่ง ขนาดประมาณ 13 ฟุต โดยแล่นสวนกับเรือทัศนาจรขนาดใหญ่ลำหนึ่งซึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วไม่มากนักท่านกำลังเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ที่สวยงามรอบตัวท่าน ท่านไม่ได้สังเกตเลยว่าเรือของท่านได้แล่นผ่านสวนกับเรือทัศนาจรขนาดใหญ่ลำนั้นไปเมื่อไร  จู่ๆ เรือของท่านก็แล่นเขาไปชนกับร่องคลื่นเหล่านั้นเลย และท่านก็ไม่ได้ลดความเร็วของเรือท่านลงเช่นกัน เรือของท่านลอยข้ามคลื่นทั้งลำและตกลงกระแทกคลื่นลูกที่ตามมาอย่างจังทำให้หัวเรือมุดเข้าไปในคลื่นลูกนั้น และเรือของท่านโดนแรงกระแทกเกือบหยุดอยู่กับที่ตัวของท่านและผู้โดยสารอาจจะกระเด็นไปข้างหน้า ทำให้เกิดอันตรายและบาดเจ็บได้
  5. 5. ต้องหมั่นเฝ้าดูเรือลำอื่นในเวลากลางคืน ถ้าเป็นไปได้ควรจะให้หลายๆคนช่วยดูเรือลำอื่น ขณะที่ท่านขับเรือในเวลากลางคืน ทั้งนี้เพราะไฟเรืออาจจะสว่างไม่เท่ากับไฟส่องสว่างบนบกหรือบนฝั่ง ทำให้ท่านเห็นเรือลำอื่นได้เพียงเห็นเงาดำของเรือลำอื่นตัดกับแสงไฟบนฝั่ง ซึ่งนั่นหมายความว่าท่านอาจจะอยู่ใกล้เรือลำนั้นเข้าไปมากแล้ว ขณะเดียวกันเรือลำอื่นก็อาจจะมองไม่เห็นเรือของท่านเช่นกัน
  6. 6. การสังเกตไฟเดินเรือของเรือใหญ่ ถ้าท่านขับเรือของท่านในเวลาค่ำคืน ท่านต้องระมัดระวังอย่างวิ่งแล่นเรือของท่าน เข้าใกล้เรือขนาดใหญ่ เพราะจะเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงพึงสังเกตไฟเดินเรือด้านข้าง (ไฟเขียว-แดง) ของเรือใหญ่มากกว่าไฟเสากระโดง เพราะว่าถ้าท่านเห็นไฟเดินเรือด้านข้าง (ไฟเขียว หรือไฟแดง) เพียงดวงเดียว หมายความว่าท่านยังไม่อยู่ในแนวทางวิ่งของเรือใหญ่ และเช่นกันถ้าท่านเห็นไฟด้านข้างเรือดวงหนึ่งสว่างกว่าอีกดวงหนึ่งมากหมายความว่าแนววิ่งของเรือของท่าน และเรือใหญ่ยังไม่อยู่ในแนวเดียวกัน ทำให้ท่านมีเวลาที่จะคิดวางแผนว่าจะขับเรือของท่านอย่างไร จึงจะพ้นเรือใหญ่ไปอย่างปลอดภัย แต่ถ้าท่านมองเห็นไฟเดินเรือด้านข้าง (ไฟเขียวและไฟแดง) ทั้งสองดวงพร้อมกันและมีแสงสว่างเท่ากัน ท่านต้องรีบหลบหลีกอย่างรวดเร็ว เพราะว่าแนวทางวิ่งของเรือของท่านและเรือใหญ่อยู่ตรงกันพอดี (COLLISION COURSE) สำหรับไฟของเรือลากจูงจะมีลักษณะแตกต่างกันไปบ้าง เช่นไฟเสากระโดงอาจจะมีติดไว้ถึง 3 ดวงในแนวตั้ง ระมัดระวังอย่าแล่นเรือของท่านตัดผ่านขบวนลากจูง นอกจากเรือลากจูงจะลากเรือบรรทุกสินค้า (BARGE) แล้วเรือเหล่านี้ยังอาจจะลากแพหรือซุง หรือเรือใช้งานอื่นๆ ตามมาอีกด้วย ซึ่งท่านอาจจะมองไม่เห็นเพราะอยู่ต่ำกว่าสายตามาก ทางที่ดีอย่าแล่นเรือตัดผ่านท้ายเรือบรรทุกสินค้า นอกจากลากจูงแล้ว ยังใช้เรือดันเรือบรรทุกหลายลำด้วย
  7. 7. ควรเรียนรู้สัญญาณนกหวีดจากเรือใหญ่ ในบางกรณีที่เรือของท่านผ่านเข้าในแนวทางวิ่งของเรือใหญ่ (เช่นเรือสินค้า) ท่านอาจจะได้ยินสัญญาณนกหวีดเป่าสั้นๆ ห้าหรือหกครั้ง นั่นหมายความว่าเรือใหญ่เตือนให้ท่านแล่นออกนอกทางวิ่งหรือระมัดระวังอย่าเข้าใกล้ทั้งนี้เพราะว่าการที่เรือใหญ่ไม่ใช้หวูดสัญญาณของเรือตามปกติอาจเป็นเพราะกัปตันเรือใหญ่เกรงว่าอาจจะตกใจหรือไม่เข้าใจสัญญาณหวูดเรือ เนื่องจากดังก้องมากเพราะอยู่ใกล้เกินไป ถ้าท่านได้ยินสัญญาณเตือนจากนกหวีดท่านต้องให้ความสนใจว่าเสียงนกหวีดมาจากทางไหน และทำความเข้าใจว่านั่นหมายถึง การเตือนเรือของท่านหรือเปล่า ถ้าใช่รีบหลบไปเสียก่อนทันที
  8. 8. การฟังวิทยุสื่อสารระหว่างเรือ ถ้าเรือของท่านมีวิทยุสื่อสารภายในเรือ ท่านควรเปิดเครื่องเพื่อฟังความเคลื่อนไหว ของเรือต่างๆ ในน่านน้ำนั้นๆ
  9. 9. อย่าเข้าใกล้เรือขนาดใหญ่  เรือขนาดใหญ่เมื่อแล่นออกไปไม่ว่าช้าหรือเร็ว จะตัดคลื่นออกจากด้านข้างเรือ เรือยิ่งขนาดใหญ่มากเท่าไหร่คลื่นก็ยิ่งมีขนาดโตหรือสูงกว่ามากเท่านั้นขณะเดียวกันทางด้านท้ายของเรือใหญ่ก็จะมีแรงดูดจากรูปทางมนท้ายเรือ ทำให้เรือเล็กที่อยู่ใกล้อาจถูกแรงดูดจากเครื่องเรือใหญ่ให้หันเข้าหาท้ายเรือใหญ่ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับเรือเล็ก เพราะอาจจะแล่นไปกระทบกราบเรือใหญ่เสียหายได้หรืออาจคว่ำลงได้ และใบพัดขนาดใหญ่จะเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง ถ้ามีคนตกน้ำเนื่องจากเรือล่มหรือคว่ำลง
  10. 10.   ท่านกำลังลากสกีอย่าเล่นเรือของท่านเข้าไปในบริเวณที่มีเรือใหญ่แล่นอยู่  หรือเข้าใกล้เป็นอันขาด เพราะว่าถ้าคนเล่นสกีล้มลงห่างจากเรือใหญ่ที่วิ่งด้วยความเร็ว 10 น๊อต ในระยะห่าง 1,000 ฟุต (300 ฟุต) ท่านจะมีเวลาเพียงหนึ่งนาทีที่จะแล่นกลับไปเอาคนขึ้นจากน้ำได้

 

ทดสอบ  MARLIN 13 Y

ปฏิบัติการ “พายุทะเล (OPERTION DESERT STORM)  หรือสงครามอ่าวเปอร์เชียย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่สี่แล้ว และไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเวลาอันสั้น บรรดาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่สรรหามาทำลายล้างประหัตประหารกัน ล้วนแต่มีศักยภาพในการทำลายสูงผลิตด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง ปฏิบัติการรบเหมือนหนังสงครามวิทยาศาสตร์ (STARWAR) ถล่มกันด้วยอาวุธในสมรภูและการโฆษณาชวนเชื่อทางจอทีวี มีการถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมแพร่สะพัดไปทั่วโลก แม้แต่ในบ้านเมืองเราก็ไม่ละเว้นสมเป็นสงครามยุค “ไฮเทค” จริงๆ

ชมรมผู้รักสันติ ไม่ฝักใฝ่สงคราม รักธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และโปรดปรานกีฬาทางน้ำ อันมีที่ตั้งชมรมอยู่บริเวณเวิ้งอ่าวบ้านแพ ในทะเลสาบเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี ประกอบด้วยคุณเชวง  วงษ์ลี คุณยงยุธ เปลี่ยนราศี  คุณสำเริง กษมาเมธาวี คุณสมคิด ประวาลปัทม์ และคุณชัยรัตน์ จิตธรรม ได้นัดแนะกันหนีภัยสงคราม (ทางทีวี) และความวุ่นวายของเมืองกรุง หอบลูกจูงเมียไปเมืองกาญจน์พร้อมกับนำเรือในครอบครองของแต่ละคนไปร่วมทดสอบสารรถนะของเรือและเครื่องยนต์ ทำให้บรรยากาศและท้องน้ำหน้าชมรมคึกคักเป็นอย่างยิ่ง

จำนวนเรือ 4 ลำที่เข้าร่วมทดสอบในครั้งนี้เป็นเรือ MARLIN MODEL 13 Y แต่ละลำติดเครื่อง OUTBOARD ต่างขนาดกัน คือ YAMAHA 30 แรงม้า สตาร์ทด้วยมือกระตุก, YAMAHA 40 แรงม้า สตาร์ทด้วยไฟฟ้า, JOHNSON 40 แรงม้า สตาร์ทด้วยมือกระตุก YAMAHA 40 แรงม้า สตาร์ทด้วยไฟฟ้า JOHNSON 40 แรงม้า สตาร์ทด้วยไฟฟ้าและ JOHNSON 50 แรงม้า สตาร์ทไฟฟ้า พร้อมติดตั้งเพาเวอร์ทริม/ทิวท์ (ปรับยกหางเครื่องขึ้นลงด้วยระบบไฮกรอลิค)

มาลิน  13 Y เป็นเรือขนาดเล็กกะทัดรัดรูปลักษณ์สวยงามปราดเปรียว ตัวเรือเป็นไฟเบอร์กลาสสีขาวสะอาดตา คาดด้วยแถบสีฟ้า – น้ำเงินเขียว แลดูเก๋ ที่นั่งตอนหน้าเป็นเก้าอี้ไฟเบอร์กลาส 2 ที่นั่ง ซึ่งสามารถพลิกพับไปข้างหน้าในขณะที่ไม่ต้องการใช้งาน ทั้งนี้เพื่อให้สะดวกในการขึ้นลงเรือ และป้องกันการเปียกน้ำฝนหรือน้ำค้างรวมทั้งแสงแดดร้อน อันจะทำให้เบาะนั่งของคุณร้อนยามที่ต้องการนั่งขับเรือ ส่วนตอนหลังเป็นเบาะยาวมีพนักพิงนั่งได้ 3 คน หลังพนักพิงทำเป็นร่องวางขวดเครื่องดื่มและแก้วน้ำ ได้เบาะนั่งทำเป็นที่เก็บถังน้ำและแบตเตอรี่พื้นเรือปูพรมชนิดกันเปียกน้ำได้

ส่วนด้านหน้าใต้หัวเรือเป็นช่องเก็บของและสัมภาระในการเดินทางได้เป็นอย่างดีและปลอดภัยระหว่างการเดินทาง

เก้าอี้คนขับอยู่ในตำแหน่งที่มีทัศนวิสัยดีเยี่ยม มีพวงมาลัยและชุดบังคับตลอดจนมาตรวัดต่างๆ จัดวางอยู่ในตำแหน่งเหมาะสม มีกระจกบังลมทรงโค้งมนและหลังคาชนิดพับเก็บได้

จากการแล่นทดสอบในเขื่อนปรากฏว่าเรือ MZRLIN 13 Y ให้ความคล่องตัวสูงจากขนาดที่เหมาะสมตลอดหัวเรือ การออกหรือเข้าจอดทำได้สะดวก มีการทรงตัวดีเยี่ยม ไม่ปรากฏอาการแฉลบไปด้านข้างขณะทำการเลี้ยวในวงแคบหรือกลับลำด้วยความเร็วสูงสุด ประกอบกับท้องเรือสามารถฟันเคลื่นที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

เรือติดเครื่องยนต์ขนาด 30, 40  และ 50 แรงม้า สามารถยกตัวขึ้นน้ำ (PLANNING) ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกับเครื่องยนต์ขนาด 40-50 แรงม้า ซึ่งเรือทำเพลนนิ่งได้เร็วมาก ในขณะที่กำลังทดสอบนั้นน้ำหนักบรรทุกที่ใช้บนเรือโมเดล 13 Y ลำที่ติดตั้งเครื่องขนาด 30 แรงม้า สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 4 คน  40 แรงม้าบรรทุกได้ 5 คน และ 60 แรงม้า บรรทุกผู้โดยสารขณะนั้น 6 คน โดยที่เรือแต่ละลำยังทำเพลนนิ่งได้อยู่ หากแต่ยังต้องใช้วิธีการถ่ายน้ำหนักไปหัวเรือในระยะที่เริ่มออกหัว จนกระทั้งเรือเริ่มขึ้นน้ำแล้วจึงกลับมานั่งที่เดิม

การทดสอบจับเวลาบนเรือของคุณยงยุทธ  เปลี่ยนราศี ที่ติดตั้งเครื่อง  OUTBOARD  ของ YAMAHA ขนาด 40 แรงม้า ใช้ใบพัดขนาด PITCH 12” มีน้ำหนักบรรทุก 2 คน (ประมาณ 150 กก.) และอีกลำหนึ่งใช้เครื่อง  JOHNSON  40 แรงม้า ใช้ใบพัด PITCH 15” บรรทุก 2 คน เช่นกัน ในสภาพผิวน้ำปกติ (ค่อนข้างเรียบ) เรือสามารถทำความเร็วได้ถึง 28 น๊อต (50 กม./ชม.) ที่ความเร็วรอบ 5,000 รอบ

 

MARLIN 15 SXL

เรือมาลิน 15  SXL  เป็นเรือ ที่พัฒนามาจากเรือรุ่นมาลิน  15 S  โดยมีจุดประสงค์ในการพัฒนาเพื่อสนองความต้องการของลูกค้าดังนี้.

  1. 1. ต้องการได้เรือขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบา
  2. 2. ต้องการให้มีพื้นที่ใช้งานภายในเรือมากที่สุด
  3. 3. ต้องการเพิ่มกำลังเครื่องยนต์เพิ่มขึ้น เพื่อวิ่งได้เร็วขึ้นและบรรทุกมากขึ้น
  4. 4. ต้องการรักษาสมรรถนะของเรือให้ดีกว่าเดิม

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นทำให้มีความคิดที่จะพัฒนาเรือขนาด 15 ฟุต รุ่นเอส ให้ออกมาเป็นรุ่น 15 เอส-เอ็กซ์-แอล ซึ่งหมายถึงเรือรุ่น 15 เอส แต่ต่อยาวออกมา (เอ็กช์-แอล หรือ EXTRA LONG หมายถึง ยาวเพิ่มขึ้น) ทั้งนี้ในการเลือกเอาเรือรุ่น 15 ฟุต (15 เอส) มาเป็นต้นแบบพัฒนา ก็เนื่องจากเหตุผลตามข้อง 1 นั่นคือเรือรุ่น 15  เอส  มีขนาดกะทัดรัด (ยาว 15 ฟุต กว้าง 5 ฟุต 6 นิ้ว) รวมทั้งมีน้ำหนักเบา (ประมาณ 250 กก. เฉพาะตัวเรือ) และตามความต้องการที่จะเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในเรือให้มากขึ้น (ข้อ.2) จะทำได้ก็โดยการย้ายเครื่องยนต์ถอยหลังออกไป แต่การติดตั้งเครื่องยนต์ให้ถอยออกไปท้ายเรือ ทำให้เกิดปัญหาด้านสัดส่วนเดิมของเรือรุ่น 15  เอส นี้จะเปลี่ยนแปลงไปมาก รวมทั้งปัญหาเรื่องการถ่ายน้ำหนักไปทางท้ายเรือจะทำให้ท้ายเรือจมน้ำมากขึ้น และเรือจะขึ้นน้ำ (PLANNING) ช้า ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีต่อท้ายเรือออกไปเฉพาะส่วนที่จำเป็นคือ.

  1. 1. ต้องคำนวณขนาดทุ่นลอยตัว (BUOYANCY) เพื่อพยุงท้ายเรือให้ลอยสูงขึ้นจากน้ำและชดเชยน้ำหนักเครื่องยนต์และน้ำหนักคงที่ (STATIC LOAD) อื่นๆ
  2. 2. สามารถใช้พื้นที่ท้ายเรือสำหรับขึ้นลงเรือ (ลงน้ำ) นอกเหนือจากใช้เป็นแท่นจับเครื่องและตรวจซ่อมเครื่องยนต์เมื่อมีปัญหาได้สะดวก

หลังจากการสรุปข้อมูลต่างๆ  เพื่อใช้ในการพัฒนาและใช้เวลาก่อสร้างประมาณ  2  เดือนเรือต้นแบบ  2  ลำ  ซึ่งคาดสีแดงและสีฟ้าก็ถูกนำมาทดสอบที่ทะเลสาบหลังเขื่อนศรีนครินทร์  เรือทั้งสองลำติดตั้งเครื่องยนต์ติดท้ายยามาฮ่า  115  แรงม้า 4 สูบวี  โดยมีเรือร่วมทดสอบเพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะอีกหนึ่งลำของคุณบัณฑิต  เองซึ่งเป็นเรือขนาด  18  ฟุต  ใช้เครื่องยนต์เมอร์คิวรี่ขนาด  200  แรงม้า

อนึ่งความเร็วรอบของเครื่องยนต์ยามาฮ่า 115  แรงม้าที่ใช้ทดสอบสามารถขึ้นไปได้ถึง 6,000 รอบต่อนาทีในช่วงเวลาทดสอบสั้นๆ ดังนั้นหากเราต้องการเปลี่ยนไปใช้ใบจักรขนาดพิทช์ 21 นิ้ว ก็จะให้ความเร็วสูงกว่านี้อีกเป็นแน่  ส่วนการทรงตัวขณะเลี้ยวด้วยความเร็วสูง เช่นเลี้ยวเป็นวงกลมหรือเลขแปดจะไม่มีอาการสไลด์ออกข้างเลย  และเครื่องยนต์ก็ไม่หลงน้ำ (CAVITATE) จนต้องลดรอบเครื่อง แต่อย่างโดยขณะที่ทำการทดสอบนั้นมีคลื่นพอสมควรแต่ก็ไม่มีปัญหาเรื่องการปะทะคลื่นของท้องเรือสามารถวิ่งได้เทียบเท่ากับเรือที่นำมาเปรียบเทียบขนาด 18 ฟุต  ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าและท้องวีลึกกว่า อีกทั้งยังมีขนาดเครื่องยนต์แรงม้าสูงกว่าด้วย   ขณะทำการวิ่งทดสอบได้ทดสอบกางหลังคากันแดด ซึ่งสามารถพับเก็บไว้ได้ช่องเก็บหลังเบาะหลังได้  โดยที่ไม่มีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้น   ใต้เบาะนั่งด้านหลังเป็นช่องเก็บถังน้ำมันสแตนเลสขนาดความจุประมาณ 90 ลิตร และถังน้ำมันอะไหล่พลาสติกขนาด 23 ลิตร นอกจากนั้นยังเก็บแบ๊ตเตอรี่ได้อีกด้วย   ด้านเบาะนั่งหน้าบริเวณเหนือกระจกเป็นราวมือจับสแตนเลส  โดยรอบขอบกระจก  เพื่อใช้ยึดเหนี่ยวเมื่อต้องการจับแน่นขณะขับเร็วหรือได้คลื่น

ด้านหัวเรือเป็นช่องสำหรับเก็บสมอเรือและเชือก และได้ที่นั่งด้านหัวเรือซ้ายและขวาเป็นช่องสำหรับเก็บสัมภาระเช่น เสื้อชูชีพ ฯลฯ เป็นต้น

 

MARIN 15  SX  SHOCKING YELLOW BOAT    เจ้าเหลืองพรายสุดเด่นแห่งท้องน้ำ

มาแล้ว! มาแล้ว!  ไม่ใช่เสียงตะโกนตามโฆษณาสินค้าราคาผ่อนได้ในโฆษณาทีวี หรอกครับแต่เป็นเสียงของพวกเราเองที่ลุ้นเมื่อมองเห็นเรือลำเหลืองสะดุดตาวิ่งลิ่วตรงเข้ามาบริเวณที่กำลังยืนอยู่บนทางขึ้นลงเรือของการฟ้าเขื่อนศรีนครินทร์ ดูมันจะคลับคล้ายวัตถุห่มด้วยผาสีเหลืองแสบสันต์ของอะไรสักอย่างพุ่งเข้ามา  ยอมรับเลยว่าเจ้ามาลิน  15  เอสเอ็กซ์ ลำนี้  ทำสีได้สะใจมิตรรักแฟนเพลงจริงๆ

ทีแรกกะจะขนานนามให้เป็น  YELLOW BIRD ก็ติดตรงที่ว่ามันเป็น “เรือ”  ไม่ใช่ “นก”  และก็กลัวจะไปซ้ำกับเจ้าของเพลงแสบ “เล็กพริกขี้หนู”  เข้า  ก็เลยต้องเลี่ยงมาใช้เป็น   YELLOW BIRD  แทน แล้วก็ยังไม่เห็นแปลออกมาได้ความว่า “เจ้าเหลืองพราย”  สุดเด่นแห่งท้องน้ำ

นับถือจริงๆ  ว่าเหลืองอร่ามไปทั้งลำทั้ง   DECK   และท้องเรือ  ซึ่งคาดลวดลายสีดำชนิดมองผาดๆ  แล้วต้องคิดว่าเป็นเรือนอก  สวนเด่นแปลกตาแบบแฝงเสน่ห์ไว้ในตัวยังบวกฝีมือในการสร้างอีกต่างหาก  งานระบบสีที่ให้กับเรือลำนี้เป็นแบบสีฝังในตัว (PIGMENT GEL COAT) ติดตั้งราวเรือและริ้วขอบกระจกด้วย สแตนเลสล้วน  ให้ ความมั่นคงแข็งแรง

ผู้ที่เข้ามารับเราก็คือ  คุณกิตติ  อนุชาผัด  และคุณสุรศักดิ์  ชิมตระกูล  หรือคุณโต  ผู้เป็นเจ้าของ  CHOCKING YELLOW BOAT “MARIN 15 SX”   และทำเป็นหน้าที่เป็นพลขับมาเอง  โดยคุณโตที่เรารู้จักกันในนามท่านนี้คือ  ผู้จัดการรายการ “มาตามนัด”  และรายการ “น่ารักน่าลุ้น”  ของททบ. 5  ซึ่งนานทีจะได้มีโอกาสแว๊บเข้ามาเล่นเรือกับเค้าบ้าง  ทั้งที่จริงแล้วต้องถือเป็นลูกค้าดั้งเดิมของมาลินเลยทีเดียว  เพราะติดใจและมั่นใจในฝีมือการผลิตของคุณกิตติ  ขนาดช่วยโปรโมทด้วยเลยว่าเรือลำเก่าขนาดจอดแช่น้ำฝากเอาไว้ที่แพแควใหญ่ริเวอร์ฮัทตั้งหลายปี แค่เอาขึ้นมาขัดตะไคร่น้ำเท่านั้น  เรือยังคงใช้ได้เหมือนเดิมแทบไม่ต้องซ่อมงานไฟเบอร์เลยแล้วเมื่อมีคำยืนยันเช่นนี้จะไม่ให้เชื่อในฝีมือชิ้นงาน  และความคงทนตลอดจนความแข็งแรงของเรือได้อย่างไร!

ระหว่างที่นั่งพักเหนื่อย (ที่จริงเราไม่น่าเหนื่อยหรอกนะเพราะไม่ได้ขับ  เพียงนั่งมาเฉยๆ)  เรามามองดูเจ้า SHOCKING YELLOW BOAT 15 SX  ลำนี้กัน  ตัวเรือเป็นไฟเบอร์กลาสที่ใช้งานสีระบบ  GEL COAT  ผลิตโดย บริษัท มาลินไทยคร๊าฟท์ โปรดักส์ จำกัด  ท้องเรือรูปตัว  V  เพิ่มรูปแบบสกีไล่ยาวไปตามลำเรือทั้ง  2 กราบ (ส่วนใต้ท้อง) เพื่อช่วยในการกันโคลง  ความยาวตลอดลำ  1.5’4”  (4.80 เมตร) กว้าง  5’5”  (1.82  เมตร)  ความสูงวัดได้ 2’4”  (0.70  เมตร)  น้ำหนักตัวเรือเปล่า 600  ปอนด์ (272  กก.)  จำนวนผู้โดยสารที่จุได้แบบสบายๆ  4-6  ที่นั่งความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง  60  ลิตร

ส่วนเครื่องที่นำไปทดสอบวันนั้นติดตั้ง  EVINRUDE   90  แรงม้า  น้ำหนักเครื่อง  299  ปอนด์ (136 ก.ก.)  ความจุกระบอกสูบ  1,632  ซีซี เป็นเครื่องเอ้าท์บอร์ด  V4   สูบใบจักร    PITCH   13 ¼”x19”

หลังการตรวจสอบและบรรจุน้ำมันเตรียมพร้อม ก็เป็นการเปิดฉากการเดินทางของเจ้าเหลืองพรายลำพระเอกของเรา  น้ำมันที่เตรียมไปทั้งหมด  130  ลิตร  (บรรจุในถังเล็กตอนเริ่มสตาร์ท 20 ลิตรถังสำรองพลาสติกอีก  3  ถังรวม  60  ลิตร  และถังสแตนเลสท้ายเรืออีก  50  ลิตรรวม 130  ลิตร)  จำนวนผู้โดยสาร  5  คน  น้ำหนักประมาณคร่าวๆ ทั้งเรือ, เครื่อง, ผู้โดยสาร  และน้ำมันเชื้อเพลิง 865  กก. นับเป็นพิกัดพอดีไม่แบกน้ำหนักเกินไปสำหรับเครื่อง  90  แรงม้าตัวนี้ หากเพราะพิกัดทั่วไป 1  แรงม้าต่อ  10  กก.  จุดหมายปลายทางอยู่ที่ลำแม่พลู  ระยะทางประมาณ  70  กิโลเมตร  โดยมีเรือที่เลี้ยงและน้องเลียง (เพราะลำเล็กกว่า)  อย่างละลำ  พร้อมสกู๊ตเตอร์โมเดลใหม่จาก  มาลินไทยคร๊าฟท์  อีกลำ

เมื่อเริ่มเดินทางต้องยอมรับในความเด่นที่กินขาดเพื่อนๆ ในกลุ่ม ก็จากสีที่เห็นแหละครับคุณโต  หรือคุณสุรศักดิ์ลงมือเป็นผู้ขับเอง  โดยมีคุณกิตติ  เป็นผู้ขานจดความเร็วอยู่เป็นระยะ  สภาพน้ำเที่ยวขาขึ้นนี้ค่อนข้างเรียบ  และมีบางช่วงเรียกได้ว่าเรียบเกือบสนิทดุจกระดาษทิชชู  (หมายถึงมีลอนคลื่นเล็กน้อยจนแทบไม่รู้สึก)

ความเร็วรอบเมื่อขึ้นถึง  3,000   เรือเพิ่มเพลน ในความเร็วที่   22  ไมล์ต่อชั่วโมง จนถึง  3,500  รอบ  (ความเร็ว  24  ไมล์/ชั่วโมง)  เรือก็ยังไม่ตกเพลน  และจากการสังเกตเมื่อเราเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ที่  4,000  รอบต่อวินาที  จะได้ความเร็ว  27  ไมล์/ชั่วโมง  ความเร็วสูงสุดเมื่อวัดรอบเครื่องได้  5,500  รอบต่อนาที  อยู่ที่  39 ไมล์ต่อชั่วโมง ลักษณะการวิ่งและการทางตัวหรือเลี้ยวเข้าโค้งน้ำ  เรืออยู่ในอาการที่มีสภาพดีมาก  น้ำถูกรีดออกด้านข้างไปจนตลอดถึงท้ายเรือ  แผ่แบนออกไปเป็นฝอยกระจาย  และด้วยความเร็วเต็มที่ในขณะนี้เรือไม่มีอาการโคลงหรือทำท่าจะบินแม้แต่น้อย  เรือพุ่งกอดน้ำไปตลอดไม่ว่าจะทางตรงหรือแนวโค้งที่คุณโตเองก็ไม่ได้ยอมลดความเร็วลงแต่อย่างใด  ชนิดหวั่นใจผู้โดยแต่สะใจผู้ชมว่างั้นเถอะ

เมื่อวิ่งมาได้ระยะทางประมาณ  40  กว่ากิโลเมตร หรือครึ่งทางกว่า  บริเวณที่เลยล้ำเข้ามาจากแยกลำเขางูและลำแม่พลูแล้ว  น้ำมันบรรจุ  20  ลิตร  ซึ่งใช้ทำการทดลองความสิ้นเปลืองในการใช้งานถังแรกหมดลง  ต้องเปลี่ยนไปใช้ถังใหม่บรรจุ  50  ลิตร  ที่มีอยู่จนวิ่งสู่จุดหมาย  โดยประมาณอัตราการกินน้ำมันระยะ  70  กิโลเมตร เราใช้น้ำมัน  30  ลิตร  เจ้าเหลืองพราย MARIN  15  SX  อวดตัวเองอย่างยอดเยี่ยม  ด้วยการรีดน้ำจากท้องเรือรูปตัววี  ฉีกสู่แบบสกีด้านข้างใต้ท้องเรือ  และจากจุดนี้เองทำให้ฝอยน้ำถูกดันตีแผ่นออกไปนอกลำเรือเป็นมุมลาดแบนที่สุด  ยังช่วยให้เกิดแรงถีบดันเรือให้ลอยตัวขึ้นได้ดีจุดนี้เองคุณกิตติบอกให้เราฟังว่า แม้ท้องเรือจะรีดน้ำออกไปได้ไม่สวยนักขณะที่วิ่งโชว์แต่มันก็เพิ่มประโยชน์ตรงที่ว่า  ตัวสกีที่ตีคลื่นออกไปนั้นจะทำให้ผู้โดยสารเบาะหลังไม่ได้รับอาการเปียกปอนจากน้ำที่ถูกรีดขึ้นมาแต่อย่างใด  เรารู้สึกเป็นความจริงตามที่ได้มาเผชิญกับคลื่นลมที่แรงมากขึ้นกว่าเดิมเช่นนี้

เมื่อขณะแล่นตัดคลื่นด้วยความเร็วระดับเดียวกับเที่ยวแรกที่ขับมา  น้ำจากคลื่นเมื่อเรือแล่นผ่านตัดสันคลื่นไป (ต้องแล่นตัดสันคลื่นด้วยความเร็วสูงเพื่อกันการเหวี่ยงตัวของเรือและเพื่อป้องกันการตบคลื่นระหว่างตัวเรือกับทองน้ำ)  ก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดบนเรือเปียกเลยสักคน (นอกจากเรือกรรมการ…แฉะหมดเลย!)

จากการสอบถามผู้ขับทดสอบคือคุณโต  ถึงอาการและสมรรถนะในตัวเรือ  เรือความเร็วและรอบเครื่องยนต์ระหว่างช่วงขาไปแบะกลับว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่จากตัวแปรที่เกิดขึ้นทั้งสองสภาพน้ำ  ก็ได้รับคำตอบว่ามีผลเล็กน้อย  แต่รอบความเร็วไม่ได้ตกลงไปเลย  จึงเป็นผลที่น่าอุ่นใจสำหรับผู้ที่สนใจเรือ   MARIN  15   SX  รุ่นนี้ ถึงการทรงตัวทั้งในสภาพผิวน้ำเรียบและมีคลื่นจัด  อัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ในขั้นดี  จัดว่าค่อนข้างประหยัด การรีดหรือแหวกน้ำทำได้ค่อนข้างดี

สรุปท้ายเรืองก็เป็นอันว่าคุณโต  เจ้าของเรือยิ้มอย่างพอใจตลอดระยะเวลาทำการทดสอบแต่เห็นบ่นๆ นิดๆว่า ใจอยากจะเปลี่ยนเจ้า   90  แรงม้าตัวนี้ออก  และมอง  115  แรงม้าของ  JONSON   อยู่ว่ามันยังแรงไม่พอสำหรับวันหนุ่มกระชุ่มกระชวย ครับ… คนที่จะยิ้มต่อไปเห็นทีจะเป็นคุณสุเทพ   ศุภประเสริฐจากบอร์เนียวเทค ที่กำลังมีลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกราย

ก่อนจากกันวันนั้นเราหันไปอำลาอาลัยแบบสุดสายตาต่อเจ้าเหลืองพราย  SHOCKING   YELLOW BOAT หรือ MARIN  15  SX  ลำนี้อีกที  ประทับใจที่มันโชว์ความสามารถออกมาให้เห็นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย  เล่นเอากลัวใจกันทุกคน

มารีน่าเมืองสองแคว

โครงการ “แพกาญจน์ มารีน่า แอนด์รีสอร์ท”  เป็นความร่วมมือระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการคือ ผู้ผลิตเรือเร็วไฟเบอร์กลาส ที่มีชื่อเสียงในนามของ คุณกิตติ  อนุชาผัด  กรรมการผู้จัดการ กับแพกาญจน์ โดยคุณกุลศักดิ์  โชติยะปตตะ  เจ้าของแพอาหารและการพักผ่อนริมแม่น้ำแม่กลองซึ่งมีสองแควมาบรรจบกันคือ แควน้อย (แหล่งน้ำ จากเขื่อนเขาแหลม อ.ทองผาภูมิ)  และ แควใหญ่ (ได้น้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์)  บนพื้นที่ประมาณ  3  ไร่  ถูกจัดให้เป็นที่พักผ่อนสำหรับสมาชิกโบ๊ทคลับในวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นที่เก็บและดูแลเรือเร็วซึ่งจะถูกเก็บไว้อย่างดีภายใต้หลังคาโรงเก็บซึ่งแบ่งออกเป็นช่องๆ เป็นสัดส่วนไม่ปะปนกัน  ในสภาพเดียวกับโรงเก็บรถยนต์  นอกจากนั้นยังมีที่สำหรับนำเรือลงน้ำ (SLIPWAY)  กว้าง  7.00  เมตร  เพื่อที่จะนำเรือขึ้น – ลง ได้พร้อมกัน เป็นการบริการที่รวดเร็วไม่ต้องเสียเวลารอแต่อย่างใด  ส่วนที่สอง เป็นโบ๊ทคลับ (BOAT CLUB)  เพื่อบริการทางด้านอาหารและบันเทิงต่างๆ โดยจะมีที่จอดเรือในน้ำ (DOCKING SPACE) หาดทราย, สนามหญ้าเขียวขจี, สระว่ายน้ำ และบ้านพักพร้อมที่จอดรถ (LOOGES WITH PARKING UNDER)

นอกจากนั้นยังจะจัดให้มียามรักษาการณ์ตลอดเวลา รวมทั้งพนักงานดูแลต้อนรับ, พนักงานดูแลเรือ, เจ้าหน้าที่แนะนำการเล่นเรือทั้งในละแวกแม่น้ำ, แควน้อยแควใหญ่  และเหนือเขื่อนศรีนครินทร์รวมทั้งเขื่อนเขาแหลมด้วย

“เราเน้นการเล่นเรือด้วยใจรักและสรรหาความรื่นรมย์ของธรรมชาติเพื่อคุณภาพชีวิตเพื่อคุณภาพชีวิต ขณะเดียวกันก็ต้องมีความสะดวก  และปลอดภัยพร้อมกันไปด้วย “ คุณกิตติ  อนุชาผัด กล่าวส่งท้ายในการให้ข่าวแก่เรา

MARLIN 18 BS

เรือรุ่นใหม่สไตล์ BASS BOAT ตอบสนองความต้องการผู้ชื่นชอบกีฬาตกปลาและรักการเล่นเรือเป็นชีวิตจิตใจ ด้วยรูปแบบล้ำสมัย ผลิตโดยผีมือคนไทย ที่เข้าใจสภาพแหล่งน้ำโดยทั่วไป แข็งแกร่ง ทนทาน ตลอดอายุการใช้งาน สมกับชื่อเสียงและบริการ มายาวนานเกินกว่า 10 ปี

Comments

About the author:

Captain Hippo

. Follow him on Twitter / Facebook.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *